ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ยินดีต้อนรับธรรมมิกชนสู่....เครือข่ายและสังคมดาวดึงส์เสมือนจริงของทุกท่าน
ดวงจิตสวยใส ใจร่มเย็น ดวงตาเห็นธรรม
ร่วมกันสร้างสรรค์โลกของเรา สู่โลกศิวิไลซ์


รวมพลังใจปวงชนชาวไทยให้เป็นหนึ่งเดียว
น้อมเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ฑีฆายุโก โหตุ มหาราชา
ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ


ทีมงานเว็บบอร์ดพลังใจดอทคอม และสมาชิก



หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กายสิทธิ์คืออะไร  (อ่าน 965 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
วสุธรรม
Administrator
ขั้นสูงสุด
*****

พลังใจ: 65535
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,502


รักรักรักรักรัก


« เมื่อ: 06 มิถุนายน, 2011, 01:26:27 PM »


โปรดใช้วิจารณญานในการอ่านครับ



กายสิทธิ์คืออะไร




กายสิทธ์ คืออะไร?มีความสำคัญต่อการเจริญวิชชาธรรมกายอย่างไร? กายสิทธิ์ในวิชชาธรรมกาย เรียกว่า ภาคผู้เลี้ยงมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงมนุษย์ มีหน้าที่เลี้ยงดูพิทักษ์รักษาพวกกายมนุษย์ พวกกายสิทธิ์มีรูปร่างคล้ายพระ พุทธรูปทรงเครื่อง มีดวงแก้วเป็นเรือนอาศัย กล่าวโดยย่อ มี ๓ ขั้น คือ

๑. จุลจักร พร้อมทั้งบริวารมีหนาที่เลี้ยงรักษากายมนุษย์ ที่มีบารมีอย่างต่ำ

๒. มหาจักร พร้อมทั้งบริวารมีหน้าที่เลี้ยงรักษากายมนุษย์ ที่มีบารมีชั้นกลาง

๓. บรมจักร พร้อมทั้งบริวารมีหน้าที่เลี้ยงรักษากายมนุษย์ ที่มีบารมีชั้น สูงมนุษย์คนหนึ่ง ๆ มีจักรพรรดิทั้ง ๓ พร้อมบริวารชุดหนึ่ง ๆ เป็นผู้เลี้ยง และอาจผลัดเปลี่ยนกันรักษาไปตามคราว ๆ เป็นต้นว่า... คราวใดจุลจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาก็มีทรัพย์สมบัติ และความสุขน้อย คราวใดมหาจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาก็มีทรัพย์สมบัติ และความสุขมัชฌิมา คราวใดบรมจักรกับบริวารเลี้ยงรักษา ก็มีสมบัติ และความสุขบริบูรณ์ทุกประการไม่เลี้ยงรักษาแต่เฉพาะกายมนุษย์เท่านั้น สิ่งไม่มีวิญญาณก็สมบูรณ์เหมือนกัน



ถึงแม้สมัยยุคของโลกก็เลี้ยงทั่วไปเป็นสาธารณะเหมือนกันถ้ายุคใดสมัยใด จุลจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาโลกก็มีความสุขน้อย สมบัติและอาชีพต่าง ๆ ก็อัตคัดกันดารไม่สมบูรณ์ถ้ายุคใดสมัยใด มหาจักร กับบริวารเลี้ยงรักษา โลกก็มีความสุข เป็นมัชฌิมาทรัพย์สมบัติและเครื่องกินเครื่องใช้ก็พอปานกลาง ไม่ฟุ่มเฟือยนัก และ ไม่กันดารนัก พอปานกลางถ้ายุคสมัยใด บรมจักรกับบริวารเลี้ยงรักษา โลกก็บริบูรณ์ไปด้วยความ สุขทุกประการ ทรัพย์สมบัติ วิญญาณกทรัพย์ และอวิญญาณกทรัพย์ก็หาได้ง่าย มั่งคั่งสมบูรณ์ไปตาม ๆ กัน ไม่เบียดเบียนกัน จักรทั้ง ๓ กับบริวารที่กล่าวมานี้ เฉพาะกายมนุษย์ส่วนกายอื่น ๆ ก็มีจักรทั้ง ๓ กับบริวารเลี้ยงรักษามีประจำสำหรับทุกกายไปตลอดจนกายสุดหยาบ สุดละเอียดเท่ากันเหมือนกัน ถ้าเลี้ยงกายไหน รูปพรรณสัณฐาน ร่างกายก็เหมือนกายนั้น เช่นจักรเลี้ยงกายมนุษย์และกายทิพย์ เลี้ยงกายปฐมวิญญาณหยาบ เลี้ยง กายปฐมวิญญาณละเอียด เลี้ยงกายธรรมเป็นต้นก็มีรูปพรรณสัณฐานเหมือนกับกายนั้น ๆ แต่ทว่าดีกว่า ใสกว่ากายนั้น ๆ ส่วนรูปร่างเหมือนกับกายที่เลี้ยงนั้น ตลอดจนกายสุดหยาบสุดละเอียด



จักรทั้ง ๓ นั้น เหตุใดจึงเรียกนามว่า จักร คือ กายสิทธิ์มีตัวอยู่ในดวงแก้ว ดวงแก้วนั้นเป็นบ้านเรือนสำหรับอยู่อาศัยของเขา เหมือนมนุษย์อาศัยอยู่บ้านเรือน ภายในดวงแก้วนั้นมีรัตนะเจ็ด คือ

แก้ว ๗ ประการ ดังต่อไปนี้ จักรแก้ว ๑ ช้างแก้ว ๑ ม้าแก้ว ๑ ดวงแก้วมณี ๑ นางแก้ว ๑ คฤหบดี (ขุนคลัง) แก้ว ๑ ขุนพลแก้ว

๑ในแก้ว ๗ ประการนี้ จักรแก้วเป็นใหญ่ เป็นประธานในแก้ว ๗ ประการ ทั้งหลายเหล่านั้น ในแก้ว ๗ ประการ เป็นตัวอำนาจมีสิทธิให้สำเร็จ อำนาจและเกิดการน้อยใหญ่ ดุจดังมหาอำมาตย์ผู้ใหญ่ เป็นผู้สำเร็จราชการทั้งปวง เพราะเหตุนี้แหละ จักรทั้ง ๓ นั้นจึงได้นามว่า “จักร”ความแตกต่างกันของจักรทั้ง ๓ นั้นคือ จุลจักร เป็นดวงแก้วกลมใส สะอาด บริสุทธิ์ ประณีต มีฤทธิ์อำนาจและบริวารน้อยกว่าแก้วมหาจักรมหาจักร เป็นดวงแก้วกลมใส สะอาดบริสุทธิ์ ประณีตกว่าจุลจักร มีฤทธิ์อำนาจบริวารมากกว่าจุลจักรบรมจักร เป็นดวงแก้วกลมใส ขาวสะอาดบริสุทธิ์ประณีตกว่าแก้วมหาจักร มีฤทธิ์อำนาจและบริวารมากกว่าจุลจักรและมหาจักร กายหนึ่ง ๆ ก็มีจุลจักร มหาจักร บรมจักร พร้อมทั้งบริวารเป็นผู้เลี้ยง มีประจำไปเช่นนี้ทุกกาย กายละพวก ๆ จนสุดหยาบสุดละเอียด ผู้เลี้ยงก็มีไปจนสุดหยาบสุดละเอียดของกายผู้เลี้ยงเหมือนกันขนาดของจักรทั้ง ๓ กับแก้วบริวาร คือ๑) แก้วจุลจักร และบริวาร ขนาดตั้งแต่เล็กเท่าแววตาดำขึ้นไป จนถึงโตเท่าผลมะตูม หรือผลมะขวิด๒) แก้วมหาจักร และบริวาร ขนาดผลตาลขึ้นไปจนถึงผลมะพร้าวแห้ง๓) แก้วบรมจักร และบริวาร ขนาดตั้งแต่เท่าบาตรขึ้นไปจนถึงโตเท่าตะแกรงหรือเท่ากระด้งพวกผู้เลี้ยงหรือที่เรียกว่า พวกกายสิทธิ์นี้ ก็มีธาตุตายธรรมตาย เป็นต้นว่า ภพเป็นที่อยู่เหมือนกับพวกมนุษย์เช่นเดียวกันธาตุเป็น ธรรมเป็น ก็มีเหมือนกายมนุษย์ คือ มีกาย ใจ จิต วิญญาณ รวมเป็น ๔ อันเป็นที่ตั้งของเห็นจำคิดรู้ มีธาตุคือ ธาตุเห็น ธาตุจำ ธาตุคิด ธาตุรู้ รวมเป็น ๔ และมีดวงคือ ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ อีก ๔ รวมเป็น ธาตุ ๑๒ ธรรม ๑๒ (ที่กล่าวมานี้ ปรากฏอยู่ใน หนังสือวิชชามรรคผลพิสดาร เล่ม ๒ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำซึ่งเป็นตำราวิชชาธรรมกายขั้นสูง)และยังมีกล่าวถึงเรื่อง แก้วกายสิทธิ์ ในหนังสือมรรคผลพิสดาร วิชชาธรรมกายชั้นสูง เล่ม ๑ ของหลวงพ่อมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) หน้า ๕๖ ลำดับที่ ๓๓ ดังนี้.....นิพพานปรุงแต่งขึ้นด้วยธาตุธรรม แก้วกายสิทธิ์ใสสว่างไปด้วย แก้วกายสิทธิ์ พื้นและอากาศเบื้องบน และข้างขวาซ้าย ภายในนิพพานนั้นสำเร็จไปด้วยแก้วกายสิทธิ์ทั้งนั้น นิพพานมีลักษณะสัณฐานกลมดังลูกกระสุน (หรือดวงแก้ว) รอบนอกก้อนกลมนั้นเป็นอากาศว่างสะอาดและละเอียดบริสุทธิ์ ก้อนกลมนั้น ลอยอยู่กับอากาศมีอากาศที่ละเอียดสะอาดรองรับอยู่ ภายในก้อนกลมนั้นเป็นเมืองนิพพาน เป็นที่เสด็จอยู่ของพระพุทธเจ้า และพระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย มากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔ พื้นว่าง และอากาศเป็นพื้นเบื้องบนและอากาศที่เป็นพื้นข้างขวา ข้างซ้าย ภายในก้อนกลมนั้นสำเร็จไปด้วยแก้วกายสิทธิ์ทั้งนั้น มีพระพุทธเจ้านั่งเป็นแถวเรียงกันไปสุดหู สุดตาจะนับ จะประมาณมิได้ มีขนาดองศาเท่า ๆ กัน เกตุดอกบัวตูมเป็นแก้วขาวใส หน้าตักกว้าง ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เท่ากันที่เป็นพระพุทธเจ้า เนื้อแก้วก็ใสสะอาด เนื้อแก้วละเอียดก็มีน้ำดี เป็นเพชรชั้นที่หนึ่ง มีแก้วอ่อนกว่ากันเป็นชั้น ๆ ที่เป็นพระสาวกและพระสาวิกา เนื้อแก้วก็ใสละเอียดลงมากกว่าพระพุทธเจ้า เป็นเพชรน้ำที่รอง ๆ กันลงมา และมีแก่อ่อนกว่ากันเป็นชั้น ๆ ตามบารมีแก่อ่อนกว่ากัน หรือตามธาตุอ่อนธาตุแก่กว่ากัน ดูภพ ๓ คือ อรูปพรหมนั้นเป็นรูปอยู่ภายในดวงแก้ว หน้าตักกว่า ๑ คืบ สูง ๑ ศอก นั่งอยู่ภายในดวงแก้วกลม ๆ หุ้มห่ออยู่ ตั้งเป็นแถวเป็นแนว เรียงรายไปสุดหูสุดตาเต็มไปหมดภพทั้ง ๓ คือ อรูปพรหม รูปพรหม กามภพ มีอรูปพรหมเป็นสุดเบื้องบน มีอเวจีนรกเป็นที่สุดเบื้องล่างของภพทั้ง ๓ อรูปพรหมนั้นตั้งลอยอยู่บนอากาศปรุงแต่งขึ้นด้วยธาตุธรรมเป็นแก้วกายสิทธิ์เหมือนกันแต่หยาบกว่าชั้นนิพพานลงมาตามชั้น พื้นเบื้องล่าง และอากาศเบื้องบน เบื้องขวา เบื้องซ้ายของอรูปพรหมนั้น สำเร็จด้วยแก้วกายสิทธิ์ แต่หยาบกว่าชั้นนิพพานมาก อรูปพรหมอีก ๓ ชั้น ต่ำลงมากเช่นเดียวกัน แต่หยาบลงมาเป็นชั้น ๆ ทุกทีตลอดลงมาถึงชั้นรูปพรหม ๑๖ ชั้น ไปจนถึงสวรรค์ ๖ ชั้น และชั้นมนุษย์ ฯลฯ (จากหนังสือมรรค ผลพิสดาร เล่ม ๑ หน้า ๖๒ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำกล่าวไว้อีกว่า.......)ส่วนของกายสิทธิ์นั้นเหมือนเปลือกหุ้มอยู่ชั้นนอกของศูนย์สิ่งนั้น ๆ คือ ในศูนย์ของศูนย์ภพของศูนย์นิพพาน ในศูนย์ของภพ ๓ ในศูนย์ของโลกันต์ ในศูนย์ของกายนั้นนี่ดูส่วนของกายสิทธิ์ แต่คงมีคู่กันไปทุกอย่าง ส่วนนอกเป็นของมนุษย์ส่วนในซ้อนอยู่ข้างในเป็นของกายสิทธิ์ เช่นภพนอกเป็นภพของมนุษย์ ภพที่ซ้อนอยู่ชั้นในเป็นภพของกายสิทธิ์ มีเปลือกส่วนหนึ่ง มีเนื้อส่วนหนึ่งหุ้มซ้อนกันอยู่มีคู่กันไปเช่นนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างคู่กันตลอดไปจนสุดหยาบสุดละเอียดเหมือนของกายมนุษย์มีสิ่งไร ไปมากเท่าใดของกายสิทธิ์ซึ่งเรียกว่าผู้เลี้ยงมนุษย์ ก็มีไปเท่าจำนวนของมนุษย์คู่กันไปเท่านั้นเหมือนกัน เพราะกายสิทธิ์เลี้ยงรักษา, ที่กายสิทธิ์นั้นคือได้แก่ จักรแก้ว ๓ จำพวก๑) จุลจักร มีฤทธิ์และมีอำนาจเดชาศักดานุภาพอย่างต่ำ มีแก้วกายสิทธ์เป็นบริวารอเนกอนันตัง เป็นคนรับใช้สอยของแก้วมหาจักรและบรมจักร ซึ่งมีอำนาจเหนือขึ้นไป มีหน้าที่ดูแล เลี้ยง และรักษามนุษย์ให้สมบัติเกิด และให้ความสุขความเจริญแก่หมู่มนุษย์ ป้องกันสรรพสัตว์อันตรายต่าง ๆ บันดาลให้อาหารเครื่องบริโภค และเครื่องอุปโภค เครื่องใช้สอยต่าง ๆ ให้บังเกิดขึ้น เป็นความสุขแก่หมู่มนุษย์ และคอยพิทักษ์ป้องกันรักษา และทรัพย์สมบัติของของหมู่มนุษย์ไม่ให้เป็นอันตราย๒) มหาจักร มีฤทธิ์อำนาจมีเดชานุภาพมากกว่า สูงกว่าจุลจักร มีแก้วกายสิทธิ์ชั้นนี้เป็นบริวารอเนก อนันตัง อปริมาณัง เหลือที่จะนับจะประมาณได้ มีอำนาจเหนือจุลจักร แต่เป็นผู้รับใช้สอยของแก้วบรมจักร และมีอำนาจใช้สอยแก้วจุลจักร พร้อมทั้งบริวารของแก้วจุลจักร เป็นผู้มีหน้าที่เลี้ยงและรักษาดูแล ให้สมบัติและความสุขความเจริญพร้อม อาหาร เครื่องอุปโภค บริโภค และเครื่องใช้สอย เครื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ นานาแก่มนุษย์ ป้องกันภัยอันตราย โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ นานา ไม่ให้เบียดเบียนแก่หมู่มนุษย์ คอยพิทักษ์รักษาแก่หมู่มนุษย์ และทรัพย์สมบัติของหมู่มนุษย์ไม่ให้เป็นอันตรายเช่นเดียวกันกับแก้วจุลจักร แต่ว่าทำหน้าที่ประณีตกว่า ละเอียดกว่า สูงกว่า ดียิ่งขึ้นไปกว่า ประเสริฐกว่าแก้วจุลจักร๓) บรมจักร มีพระบรมเดชาศักดานุภาพและมีฤทธิ์มีอำนาจใหญ่ยิ่งสูงสุดกว่า จุลจักรและมหาจักร มีแก้วกายสิทธิ์ชั้นบรมจักรนี้เป็นบริวารอเนกอนันตัง ปริมาณังเหลือที่จะนับจะประมาณได้ มีอำนาจเหนือ และเป็นผู้บังคับบัญชาใช้สอยจุลจักร,มหาจักรพร้อมทั้งบริวารจุลจักร มหาจักรด้วย เป็นผู้มีหน้าทีเลี้ยงและรักษาดูแล ให้สมบัติและความสุขความเจริญ พร้อมด้วยอาหาร เครื่องอุปโภค บริโภค เครื่องใช้สอย เครื่องอุปกรณ์ความสุขต่าง ๆ นานา ไม่ให้เบียดเบียนหมู่มนุษย์ คอยพิทักษ์รักษาดูแลหมู่มนุษย์ และทรัพย์สมบัติของมนุษย์ไม่ให้เป็นอันตราย คอยให้ความสุข ป้องกันความทุกข์ต่าง ๆ ของมนุษย์เช่นเดียวกันกับแก้วจุลจักรและมหาจักร แต่ทว่าทำหน้าที่ประณีตกว่า อุดมกว่า สูงสุดกว่าละเอียดกว่าเลิศประเสริฐกว่า ยิ่งใหญ่กว่าแก้วจุลจักรและแก้วมหาจักรทั้ง ๒ ประการนั้น จักรทั้ง ๓ ประการนี้เป็นผู้มีหน้าที่เลี้ยงและคอยรักษามนุษย์เฉพาะภพหนึ่ง ๆ ถ้ามนุษย์ก็จักรทั้ง ๓ นี้เลี้ยงดูด้วยสมบัติมนุษย์ ถ้ากายทิพย์ กายปฐมวิญญาณหยาบ-ละเอียดก็มีจักรกายละ ๓ จักรรักษา เลี้ยงด้วยสมบัติละเอียดอันเป็นส่วนสมบัติทิพย์ สรุปความว่า กายสุดหยาบสุดละเอียดของกายทุก ๆ กาย มีจักรรักษาอยู่กายละ ๓ จักรเหมือนกันหมด แก้ว ๓ ประการนี้เป็นผู้เลี้ยงรักษาด้วยสมบัติหยาบละเอียดตามขั้นของกายทั่วไปทุกกายไม่เว้นเลย เรียกว่าสมบัติมนุษย์และสมบัติทิพย์ ก็คือแก้ว ๓ ประการนี้เองเป็นผู้ให้สมบัติ ส่วนสมบัตินิพพานนั้นก็มี แก้วกายสิทธิ์อย่างละเอียดเป็นผู้แต่งสมบัติในนิพานอีกเหมือนกันคือ ๑) แก้วจุลพุทธจักร ๒) แก้วมหาพุทธจักร ๓) แก้วบรมพุทธจักรจักร ๓ ประการนี้ เป็นผู้แต่งสมบัติอันประณีตในส่วนนิพพาน ให้พระพุทธเจ้าและพระอรหันตขีณาสพทั้งหลายเป็นบรมสุขอยู่ด้วยทิพยโอชารสาหารอันประณีต สุขุมซึมซาบเอิบอาบปนอยู่ในไส้ และเป็นบรมสุขอันสุขุมประณีตอยู่ด้วยคุณสมบัติในนิพพาน ซึมซาบเอิบอาบปนเป็น อยู่ในพระองค์ละเอียดสุขุมยิ่งนัก เป็นบรมสุข แสนสุขชั่วนิรันดร ไม่มีกาล ไม่มีระหว่าง เพราะพุทธจักร แก้วทั้ง ๓ ประการนั้นเป็นผู้แต่งสมบัติในนิพพานให้เป็นบรมแสนสุข จักรทั้ง ๑๕ ประการเหล่านี้ คือ ๑) จุลจักร สำหรับกาย ๔ กาย คือ มนุษย์ ทิพย์ ปฐมวิญญาณหยาบ ปฐมวิญญาณละเอียด ๒) มหาจักร สำหรับกาย ๔ กายคือ มนุษย์ ทิพย์ ปฐมวิญญาณหยาบ วิญญาณละเอียด๓) บรมจักร สำหรับ ๔กายคือ มนุษย์ ทิพย์ ปฐมวิญญาณหยาบ ปฐมวิญญาณละเอียดรวมเป็น ๑๒ จักรด้วยกันกับอีก ๓ พุทธจักร คือ ๑) จุลพุทธจักร สำหรับพระนิพพาน๒) มหาพุทธจักร สำหรับพระนิพพาน๓) บรมพุทธจักร สำหรับพระนิพพานรวมเป็น ๑๕ จักร ภพหนึ่งก็มีจักร ๑๕ ประการนี้..........................และในหนังสือ มรรคผลพิสดาร เล่มที่ ๑ หน้า๕๓ ได้กล่าวไว้ในลำดับที่ ๓๑ ว่าสมบัติ ๓ ประการ คือ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติสมบัติ ๓ ประการนี้เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็อยากได้ยิ่งนัก เพราะอำนวยความสุขให้สมใจหวังทุกอย่าง ฉะนั้น มนุษย์เราทำบุญกุศลต่าง ๆ จึงได้ตั้งปณิธานความปรารถนากันนักว่าขอให้ได้สมบัติ ๓ ประการนี้คือ สมบัติมนุษย์ สมบัติสวรรค์ สมบัตินิพพานสมบัติมนุษย์คืออะไร ? ก็คือ ๑. แก้วจุลจักร ๒. แก้วมหาจักร ๓. แก้วบรมจักรสมบัติสวรรค์คืออะไร ? ก็คือ ๑. แก้วจุลทิพย์จักร ๒. แก้วมหาทิพย์จักร ๓. แก้วบรมทิพย์จักร สมบัตินิพพานคืออะไร ? ก็คือ ๑. แก้วจุลพุทธจักร ๒. แก้วมหาพุทธจักร ๓. แก้วบรมพุทธจักรสมบัติทั้ง ๓ ประการนี้แหละ เป็นยอดสมบัติทั้งปวง ในหนังสือ คู่มือสมภาร ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ สั่งให้เรียบเรียงขึ้นเป็นคู่มือแก่ผู้ปฏิบัติธรรม วิชชาธรรมกาย ได้กล่าวไว้ในลำดับที่ ๑๔ ว่า........... “ดูกายสิทธิ์ในดวงแก้ว” ให้เอาดวงแก้วที่ถืออยู่ในมือนั้น เข้าไปไว้ในสุดละเอียด (ศูนย์กลางกาย) หยุดนิ่งอยู่ในกลางดวงแก้ว ขยายให้ดวงแก้วนั้นโตขึ้น ก็จะแลเห็นกายที่อยู่ในดวงแก้วนั้นได้ถนัด เมื่อต้องการจะรู้ด้วยเรื่องอะไร ก็ถามได้จากกายที่อยู่ในนั้นได้ กายนี้เองที่เรียกว่า “กายสิทธิ์” กายสิทธิ์มีคุณค่าหรือความสำคัญต่อวิชชาธรรมกายอย่างไร คำตอบ มีคุณค่ามีคุณประโยชน์มหาศาล อเนกอนันตัง นับแต่เริ่มปฏิบัติธรรมโดยใช้ดวงแก้วกายสิทธิ์กลมใสมาเป็นนิมิต เจริญภาวนาจนได้บรรลุธรรมถึงธรรมกายและเมื่อถึงธรรมกายแล้ว ก็ต้องเจริญวิชชาธรรมกายขั้นสูง ๆ และใช้กายสิทธิ์ร่วมทำวิชชาขั้นสูงดังจะขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้ .... (จากหนังสือมรรคผลพิสดาร เล่ม ๒ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) “สิทธิและอำนาจ” สิทธิและอำนาจทั้งสองอย่างนี้ต่างกัน สิทธิหมายถึงได้สิทธิในสิ่งนั้น ๆ บริบูรณ์เต็มที่ เช่นได้สิทธิเป็นกษัตริย์ ได้สิทธิเป็นจักรพรรดิ ได้สิทธิเป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นผู้มีสิทธิในเรือกสวนไร่นาของตน มีสิทธิปกครองสิทธิ์ขาดแต่ไรอำนาจของตนก็มีสิทธิไปแค่นั้น วิธีแสวงหาสิทธิทางโลก ต้องใช้วิธีต่าง ๆ นา ๆ ตลอดจนถึงเบียดเบียนรบราฆ่าฟันกันเป็นพวก ๆ ใช้ศัสตราวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เข้าประหัตประหารกัน เพื่อแย่งสิทธิกันนั่นเอง เพราะชาติใดพวกใดได้สิทธิขยายเขตออกไปมากแค่ไร อำนาจการปกครองขยายส่วนไปแค่นั้นตามสิทธิ ส่วนการแสวงหาสิทธิในทางธรรมนั้น ไม่ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ประหัตประหารกันเช่นนั้น ใช้สมาธิจิต หรือจิตตานุภาพที่หยุดนิ่งจนละเอียดไม่มีที่สิ้นสุดที่เรียกว่า “อนัตตญาโน” นับเป็นเครื่องหาสิทธิของเขามา คือ เอากายทั้งหมดทุกกายตลอดวงศ์สายขาว, วงศ์สายกลาง, วงศ์สายดำ ทั้งเถาชุดชั้นตอนภาคพืด มาซ้อนสับทับทวีเข้าในกายมนุษย์ กลั่นให้ใสสะอาดดี แล้วเอาจุลจักรกับพวกบริวารพร้อมด้วยสมบัติรัตนะ ๗ ประการ และมหาจักรกับพวกบริวารพร้อมด้วยสมบัติรัตนะ ๗ ประการ ของทุก ๆ กาย ตลอดวงศ์สายขาว สายกลาง ทั้งกายเถาชุดชั้นตอนภาคพืดลงมาซ้อนในรัตนะ ๗ ประการ นั้นทั้ง ๗ อย่าง หรือเฉพาะอย่างเดียวก็ได้ คือเมื่อเอารัตนะอย่างหนึ่ง อีก ๖ อย่างก็รวมในจักรแก้วหมดนั้นทุกอย่าง หรือจะไม่รวมเฉพาะอย่างให้คงอยู่เป็นสัตตรัตนะอยู่ครบทั้ง ๗ก็ได้ สุดแท้แต่จะต้องการ แล้วกลั่นให้ใสสะอาดทั้ง ๗ แล้วเอามือขวาของกายมนุษย์ถือจักร มือซ้ายถือดวงแก้วส่วนรัตนะอีก ๕ อย่างนั้น เอาเข้าในกายมนุษย์ กลั่นให้กายใสเป็นแก้ว นี้เป็นการยืนพื้นไว้มูลเดิม แล้วพิสดารรัตนะ ๗ ออกไปตามแต่ต้องการจะใช้เมื่อกายมนุษย์นี้ มือขวาถือจักรแก้ว มือซ้ายถือดวงแก้วมณีโชติ และแก้วอีก ๕ นั้น กลั่นเข้าในกายมนุษย์จนใสสะอาดบริสุทธิ์ดีแล้ว จึงเดินเครื่องเข้าไปในหัวใจเครื่องของสิทธิร้อยไส้ หัวใจ เครื่องสิทธิเข้าไป เป็นลำดับ ๆ ไม่ถอยหลังกลับ ละเอียดเข้าไป แก่เข้าไปทุกที เข้าไป ในหัวใจเครื่องของทะเลสิทธิ ของเหตุทะเล ในเหตุทะเลสิทธิ ละเอียดหนักเข้าไปไม่ถอยหลังกลับ แก่เข้าไปเท่าไร ละเอียดเข้าไปเท่าไรร้อยไส้เครื่องสิทธิเข้าไปได้เท่าไร ก็ชื่อว่าได้ธาตุธรรมเป็นสิทธิเท่านั้น ๆ และได้อำนาจปกครองบังคับธาตุธรรมได้แค่นั้น ๆ เหมือนพระมหากษัตริย์รบได้อาณาเขตออกไปเท่าไรก็ได้อำนาจปกครองเท่านั้น ๆ ทำไปเช่นนี้เป็นลำดับ ๆ จนกว่าจะยึดสิทธิในธาตุธรรมได้ทั้งหมด ถ้ายึดสิทธิธาตุธรรมได้ทั้งหมดแล้ว ก็เอาแก้วบรมพุทธจักรสูงสุดมาใช้ได้ เมื่อใช้บรมพุทธจักรสูงสุดมาใช้ได้ เมื่อใช้บรมพุทธจักรสูงสุดได้แล้ว ก็มีอำนาจบังคับให้เกิดบุญศักดิ์สิทธิ์ และบังคับบาปศักดิ์สิทธิ์ได้สมใจนึก เพราะฉะนั้น วิชชา (วิชชาการสะสางธาตุธรรม) นี้ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) อุตส่าห์พยายามยิ่งนักทุกคืนวันเป็นเวลา ๑๑ ปีเศษ เพื่อจะยึดสิทธิมาสร้างความสุขให้แก่สัตว์โลกทั่วไปตลอดทั้งแสนโกฏิจักรวาลอนันตจักรวาล ทั้งสิ้นโดยไม่ถอยหลังกลับ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตขีณาสพ ทั้งหลาย สร้างบารมีองค์ละมาก ๆ นับด้วยอสงไขยก็เพื่อจะยึดสิทธินี้เอง เพราะสิทธิเป็นตัวสำเร็จ สิทธิทางโลกยึดได้ด้วยกำลัง ศัสตราวุธ ส่วนสิทธิทางธรรมยึดได้ด้วยบารมีเท่านั้น นอกจากบารมีแล้วยึดไม่ได้บารมีนั้นมี ๓๐ ประการคือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมี สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี รวมเป็น ๑๐ เมื่อบารมีแก่กล้าขึ้นเต็มส่วน ก็จะกลั่นตัวเองเป็นอุปบารมีอีก ๑๐ และเมื่ออุปบารมีแก่กล้าขึ้นเต็มส่วนก็จะกลั่นตัวเองเป็นปรมัตถบารมีอีก ๑๐ รวมเป็น ๓๐ ประการ รัศมีนั้นก็มาจากบารมี ๓๐ นั่นเอง แต่กลั่นเป็นแสงสว่าง รุ่งโรจน์โชติช่วงขึ้นเป็นรัศมีสว่างกำลัง คือ ความแรง และความแก่กล้าของบารมี ๓๐ นั้น แรงกล้าขึ้นฤทธิ์ คือ สำเร็จผลของบารมี ๓๐ นั้น คือตัวยึดสิทธินั่นเอง ทั้งบารมี, รัศมี, กำลัง, ฤทธิ์, เหล่านี้ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตขีณาสพเจ้าทั้งหลาย ตลอดจนถึงพระอริยสาวก และปุถุชนทั้งสิ้น ได้ก่อสร้างบำเพ็ญมานับชาติไม่ถ้วน เป้าหมายแห่งจุดประสงค์นี้ ก็เพื่อจะเป็นกำลังให้มากจนกว่าจะพอการยึดสิทธิได้สำเร็จผลนั่นเอง เหมือนชาวโลกตระเตรียมกำลังพลรบบ้าง อาหารบ้าง ศัสตราวุธบ้าง เพื่อรบเอาดินแดนเป็นสิทธิของพวกตนจนสำเร็จผลนั้นเอง ฯลฯ



คัดลอกจาก



http://www.navagaprom.com/oldsite/book.php?id=2 


บันทึกการเข้า

ดวงจิตสว่างใส ใจร่มเย็น ดวงตาเห็นธรรม ก้าวนำสู่ยุคศิวิไลซ์
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


* Share this topic....
For the Forum.
(BBCode)
Site / blog.
(HTML)

น้ําดื่มสิงห์
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.088 วินาที กับ 22 คำสั่ง