ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ยินดีต้อนรับธรรมมิกชนสู่....เครือข่ายและสังคมดาวดึงส์เสมือนจริงของทุกท่าน
ดวงจิตสวยใส ใจร่มเย็น ดวงตาเห็นธรรม
ร่วมกันสร้างสรรค์โลกของเรา สู่โลกศิวิไลซ์


รวมพลังใจปวงชนชาวไทยให้เป็นหนึ่งเดียว
น้อมเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ฑีฆายุโก โหตุ มหาราชา
ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ


ทีมงานเว็บบอร์ดพลังใจดอทคอม และสมาชิก



หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติสุวรรณโคมคำและผู้สืบทอดพระคัมภีร์สุวรรณโคมคำ  (อ่าน 4482 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Absolute
Global Moderator
ขั้นสูงสุด
*****

พลังใจ: 1113
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,592


power of 4 elements


« เมื่อ: 18 กรกฎาคม, 2011, 12:11:29 PM »




พระคัมภีร์สุวรรณโคมคำ มีความสำคัญอย่างไร





เปนพระคัมภีร์ที่ทำนายคุณลักษณะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ต้นภัทรกัป ดังที่ได้ทราบว่า พระโกณฑัญญะ พราหมณ์หนุ่มที่สุดในบรรดา พราหมณ์ 108 คนที่เข้ามาทำนายลักษณะของเจ้าชายสิทธัตถะ หลังจากคัดพราหมณ์เหลือแค่ 8 คน แล้ว พระโกณฑัญญะ ท่านก็เปนหนุ่มสุด และได้ชูนิ้วเดียว พราหมณ์ท่านอื่นชูสองนิ้ว บอกว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ถ้าครองราชย์ จะได้เปนพระมหาจักรพรรดิ หากบวชจะได้เปนศาสดาเอกของโลก มีพระโกณฑัญญะเท่านั้นที่มั่นใจในศาสน์แห่งสุวรรณโคมคำว่า จะทรงเปนศาสดาเองของโลกอย่างเดียวเท่านั้น





ด้วยความมั่นใจว่า  พระองค์จะตรัสรู้เปนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ติดตามออกบวช เพื่อต้องการบรรลุธรรมตามพระองค์





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 กันยายน, 2011, 11:55:58 PM โดย Absolute » บันทึกการเข้า

www.srisuwankhomkhum.com
Absolute
Global Moderator
ขั้นสูงสุด
*****

พลังใจ: 1113
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,592


power of 4 elements


« ตอบ #1 เมื่อ: 29 สิงหาคม, 2011, 09:14:50 AM »




เพราะเหตุที่พระโกณฑัญญะ  จึ่งทำนายคุณลักษณะอย่างมั่นใจ โดยการชูนิ้วเดียว เปนเพราะท่านทรงคัมภีร์แห่งสุวรรณโคมคำ ที่ตกทอดกันมา และนา่สังเกตุว่า ในจำนวนพราหรณ์ทั้ง 108 มีแค่หนึ่งเดียวที่ได้เรียนศาสตร์นี้ ไม่ได้แพร่หลายเหมือนอย่างอื่น พราหรณ์ท่านอื่นศึกษาวิชาแห่งการพยากรณ์มาจนแก่ชราเฒ่าแล้ว ก็หาได้พยากรณ์ได้แม่นยำเหมือนพระโกณฑัญญะ

ศาสตร์แห่งการทำนายลักษณะพุทธวงศ์ คือศาสตร์แห่งคัมภีร์สุวรรณโคมคำ

หากมีนัยยะดังที่ครูบาอาจารย์บอกใบ้มาเสมอ ดิฉันอยากจะบอกว่า ท่านใดก็ตามที่ทรงคัมภีร์ไว้ ท่า่นนั้นหนทางก็สู่เส้นทางอริยะเช่นกันอย่างไม่ต้องสงสัย ลองพิสูจน์คำพูดของดิฉันดูนะคะ ว่าเปนความจริงไหม

เพราะการที่ศาสตร์บอกได้ถึงเรืองราวในแต่ละวัน(24ชั่วโมง) แต่ละยามใหญ่(หนึ่งชั่วโมงครึ่ง) แต่ละยามย่อย(สิบเอ็ดวินาที่ กับอีก15) ย่อมบอกให้ทราบถึงความเปนไปของอนาคตของแต่ละท่านได้ ว่าแต่ละช่วงเวลาท่านจะทำภาระกิจอย่างใดดี เพื่อเส้นทางแห่งการบรรลุธรรม





 




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 สิงหาคม, 2011, 09:16:02 AM โดย Absolute » บันทึกการเข้า

www.srisuwankhomkhum.com
Absolute
Global Moderator
ขั้นสูงสุด
*****

พลังใจ: 1113
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,592


power of 4 elements


« ตอบ #2 เมื่อ: 29 สิงหาคม, 2011, 09:24:23 AM »








ความยาวนานของคัมภีร์สุวรรณโคมคำ



มีมาตั้งแต่สมัยพระกกุสันพุทธเจ้า ก็ลองคำนวณดูแล้วกันนะคำว่ายาวนานขนาดไหน เรืองของคัมภีร์สุวรรณโคมคำ ไม่ได้เปนที่เปิดเปิดเผยอย่างมาก เพราะภัยอันตรายมีมากมาย ทั้งการนำไปใช้อย่างไม่ได้ทรงพระอภิธรรมไว้ตามที่บรมครูแจ้งไว้ ยิ่งเพิ่มภัยอันมหันต์ต่อคนที่ได้ใช้วิชา จึ่งต้องพิจารณาความให้แจ้งชัด ศาสตร์นี้จึงได้ผนวกเอากสิณกรรมฐานเข้าไว้อย่างแนบแน่น ให้คนที่ได้ทรงคัมภีร์ฯ ความหนักแน่น มีความเข้าใจสภาวะของธาตุที่ทำงานอยู่

การเผยแพร่ตำราของสุวรรณโคมคำก็มีศิษย์ ที่เปนพระอาจารย์ และที่เปนฆราวาส ที่ได้ทรงคัมภีร์ไว้ แต่ดิฉันอยากจะเน้นไปที่พระอาจารย์แต่ละท่านมากกว่า ที่สามารถเห็นภัยของการเกิดได้ดีกว่าฆราวาสยิ่งนัก เพราะช่วงเวลาท่านพิจารณาได้มากกว่านั่นเอง





๑. ยุคศาสนาพระกกุสันพุทธเจ้ามีอายุ ๕๐๐,๐๐๐ ปี

๒. ยุคศาสนาพระโกนาคมนะพุทธเจ้ามีอายุ ๓๐,๐๐๐ ปี

๓. ยุคศาสนาพระกัสสปะพุทธเจ้ามีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี

๔. ยุคศาสนาพระโคตมะพระพุทธเจ้ามีอายุถึงปัจจุบัน ๒๕๕๔ ปี



 




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 สิงหาคม, 2011, 11:43:10 AM โดย Absolute » บันทึกการเข้า

www.srisuwankhomkhum.com
Absolute
Global Moderator
ขั้นสูงสุด
*****

พลังใจ: 1113
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,592


power of 4 elements


« ตอบ #3 เมื่อ: 29 สิงหาคม, 2011, 09:39:02 AM »






๗ แคว้นของอาณาจักรสุวรรณภูมิ





การปกครองของอาณาจักรศรีสุวรรณภูมิ ตามคัมภีร์จักรพรรดิราช คือมีศรีสุวรรณภูมิเปนศูนย์กลางเปรียบดั่งดวงอาทิตย์ แคว้นทั้ง ของอาณาจักรสุวรรณภูมิคือ



๑.แถนหลวง

๒.กรุรน (เทพนคร,ศรีเืทพ)

๓.สุวรรณโคมคำ

๔.อินทปัฐ

๕.สัปปละวะ(สาเขต)

๖.ศรีโคตมะ

๗.มโหหาร






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 สิงหาคม, 2011, 09:55:19 AM โดย Absolute » บันทึกการเข้า

www.srisuwankhomkhum.com
Absolute
Global Moderator
ขั้นสูงสุด
*****

พลังใจ: 1113
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,592


power of 4 elements


« ตอบ #4 เมื่อ: 29 กันยายน, 2011, 11:09:42 PM »


ตำนานวัดเจดีย์หลวง เมืองเชียงแสน





เชียงแสนเป็นเมืองประวัติศาสตร์ซึ่งคนไทยล้านนานิยมเรียกว่า “เมืองเก่า” เพราะมีประวัติความเป็นมาอัันยาวนาน นับพันๆปี เปนเมืองทับซ้อน หลายอาณาจักร ตั้งแต่สุวรรณโคมคำ  โยนก  เวียงเปิ้งสา  เวียงหิรัญนครเงินยางศรีช้างเชียงแสน และล้านนา บรรพบุรุษของคนเชียงแสน อพยพมาจากเชียงรุ้ง - สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน เรียกว่าไทยลื้อ

และบางส่วนอพยพมาจากเชียงตุง รัฐฉาน เรียนว่าไทยใหญ่ หรือไทยเขิน มาอยู่รวมกันอย่างมีความสุขหลายชั่วอายุคน เพราะมีขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมตลอดถึงภาษาพูดอันเดียวกัน และเคยอยู่ร่วมอาณาจักรเดียวกันและเคยอยู่ร่วม อาณาจักรเดียวกัน มาหลายยุคหลายสมัย เป็นเมืองตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งเมื่อประมาณ 2500 ปีก่อนเจิ่งนองท่วมท้นไปด้วยน้ำที่ไหลมาจากแว่นแค้วนมิถิิลาดินแดนผืนแผ่นดินใหญ่



มีพญานาคหลายตระกูลเฝ้าคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม และทำลายล้างผู้อาธรรม์ มาตั้งแต่โบราณกาล จนชาวนครทั้งหลายเรียกว่า “เมืองพญานาค” หรือ “เมืองนาคพันธุ์” เพราะเชียงแสนอยู่บนฝั่งมหานที เจิ่งนองไปด้วยน้ำ



พงศาวดารโยนกของพระยาประชากิจกรจักร์ และตำนานของเจ้าคำหมั้น วงกดรัตนะ(ลาว)



ได้กล่าวตรงกันว่า มีพญาศรีสัตตนาคราช , และพญาพันะุนาคราชเป็นส่วนหนึ่งของพญานาค 15 ตระกูลใหญ่ที่คอยรักษาลำน้ำแหน่งนี้มาตั้งแต่ต้นตระกูล จากหนองกระแสถึงหลวงพระบาง นับแต่พุทธกาลเป็นต้นมา



จนถึงการล่มสลายลงของเมืองสุวรรณโคมคำและโยนกนคร โดยตำนานทั้งสองได้กล่าวว่า เมื่อก่อนพุทธศักราชเมืองสุวรรณโคมคำ  ปกครองโดยเจ้าสุวรรณมุขทวาร ติดต่อกันมาหลายช่วงขัตติยะวงค์และท้ายสุดตระกูลพาหิรพราหมณ์เป็นชาวขอม มาจากเมืองอุโมงคเสลานคร ได้ขึ้นเป็นเจ้าครองนครสุวรรณโคมคำซึ้งนครนี้ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง ตรงปากแม่น้ำกกพรหิรพรามณ์ปกครองนครโดยขาดทศพิศราชธรรม กดขี่ข่มเหงประชาชนจนได้รับความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ความทราบถึงพยาศรีสัตตนาคราชและพญานหุตตนาคราช จึงได้สั่งให้พลโยธานาคทั้งหลาย ขุดควักฝั่งโขงลึกถึงใต้พสุธาแห่งสุวรรณโคมคำ ทำให้เมืองสุวรรณโคมคำพังทลายจมลงกลางลำน้ำโขง ชั่วราตรีกาลเดียว พาหิรพราหมณ์และบริวารถึงแก่กาลกิริยาไปตามกรรมแห่งตนถือเป็นการสิ้นสุดลงของอาณาจักรสุวรรณโคมคำ ณ บัดนั้น





http://ancientcitycr.wordpress.com/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD/

 


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 กันยายน, 2011, 11:14:01 PM โดย Absolute » บันทึกการเข้า

www.srisuwankhomkhum.com
Absolute
Global Moderator
ขั้นสูงสุด
*****

พลังใจ: 1113
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,592


power of 4 elements


« ตอบ #5 เมื่อ: 29 กันยายน, 2011, 11:17:36 PM »


ต่อมา เข้าสู่ยุคอาณาจักรโยนก ช่วงพุทธศตวรรษที่ 9 ในสมัยพระเจ้าไชยชนะ กษัตริย์โยนกนครองค์ที่ 48



ได้ปกครองโยนกนครโดยขาดทศพิธราชธรรม วันหนึ่งชาววังและข้าราชบริวารได้ออกไปหาปลาในลำน้ำกก ได้พบปลาไหลเผือกยักษ์ลำตัวเท่าต้นตาล ยาวประมาณ 7 วา จึงช่วยกันทุบตีและลากปลาไหลตัวนั้นมาถวายพระเจ้าไชยชนะ พระองค์จึงสั่งให้ฆ่าและชำแหละเนื้อแจกจ่ายกินกันโดยทั่ว ในราจตรีกาลนั้น ช่วยปฐมยามเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก่อบังเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันที คือ เกิดฝนตกหนัก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่าอื้ออึงไปทั่วนคร ล่วงเลยถึงมัชฌิมยามฟ้าฝนยิ่งตกหนักขึ้น ฟ้าร้องฟ้าผ่าและแผ่นดินไหว เลียงอื้ออึงอลหมานกึกก้องทั่วทั้งนครติดต่อกันถึงปัจฉิมยามโดยไม่ยอมหยุด เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติครั้งยิ่งใหญ่ในผืนแผ่นดินนครโยนก นครโยนกที่กำลังเจริญรุ่งเรืองได้ยุบตัวล่มสบายลงกลายเป็นหน่องน้ำไปในชั่วพริบตา คงเหลือแต่เรือนพักพิงของหญิงม่ายชราอยู่หลังเดียว เนื่องจากไม่ยอมกินเนื้อปลาไหลเผือก พราหมาจารย์ผู้หนึ่งที่มา ร่วมดูเหตุการณ์ในยามเช้า ได้กล่าวว่า ปลาไหลเผือกยักษ์ตัวนั้นน่าจะเป็นบริวารของพญานาคผู้เฝ้ารักษาลำน้ำแห่งนี้



จึงได้ลงโทษ พระเจ้าไชยชนะที่ปกครองนครโดยขาดคุณธรรมและศึลธรรม โดยพญานาคได้พลพลโยธามุดดินควักพื้นบาดาลใต้พสุธาแห่งนครโยนก ให้ล่มสลายเป็นหน่องน้ำไปในชั่วข้ามคืน เป็นการสิ้นสุดลองของโยนกนครนั้น



 


บันทึกการเข้า

www.srisuwankhomkhum.com
Absolute
Global Moderator
ขั้นสูงสุด
*****

พลังใจ: 1113
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,592


power of 4 elements


« ตอบ #6 เมื่อ: 29 กันยายน, 2011, 11:30:05 PM »




ตามหาเมืองสุวรรณโคมคำของขอม



ความ เจริญของวัฒนธรรมของอินเดียในสมัยนั้น ได้ทำให้มีการขยายอาณาเขตขึ้นไปทางเหนือขึ้นไปตามลำแม่น้ำโขง และมีศูนย์กลางแห่งใหม่ที่เมืองสุวรรณโคมคำ ก็เห็นจะหากันว่าเมืองนี้อยู่ที่ไหน ในตำนานระบุว่าเมืองนี้เป็นเกาะเนินทราย ชายแม่น้ำขลนที ถัดปากน้ำรามคือ กุกะนที ที่มาผุดต่อทิศตะวันตก



ผู้รู้ว่าเมืองตั้งอยู่บนเกาะใหญ่ในแม่น้ำโขง ตรงข้ามกับปากแม่น้ำกก (จังหวัดเชียงราย) คือ แม่น้ำกุกะนทีหรือแม่น้ำราม คำว่าถัดจากปากแม่น้ำราม นั้นหมายความว่าอยู่ที่เมืองโยนกนาคนคร แถบใต้แม่น้ำสาย ซึ่งอยู่เหนือแม่น้ำกก  จะประมาณว่าอยู่บนเกาะตรงข้ามกับปากน้ำเกกเยื้องลงไปทางใต้ ในตำนานสิงหนวัตินั้นกล่าวได้ชัดเจนว่า



เมืองพันธ์สิงหนวัติคร ราชธานี อันมาตั้งอยู่ฝั่งขรนทีก้ำวันตกนี้เมืองสุวรรณโคมคำเก่านั้นหากมีแคมฝั่งน้ำ ขรนทีฝ่ายก้ำวันออกพู้น...และยังกล่าวถึงการแต่งเมืองหม่แห่งนี้อีกว่า ให่แต่งเมืองที่ใหม่ คือของใต้หนบูรพาทิศกว่ามูล เกิดเป็นเกาะดอนอันใหญ่ ที่เมืองสุวรรณโคมคำ...พระองค์ชัยนารายณ์ ออกไปตั้งภูกะวาวดอนมูลให้เป็นเมือง...เรียกชื่อว่า เวียงชัยนารายณ์ เมืองมูลนั้นแล ก็เห็นจะต้องหาข้อมูลของเมืองสุวรรณโคมคำนี้เสียแล้ว ว่าเดิมนั้นเมืองนี้ตั้งอยู่ก่อนแล้ว





          





 แม่น้ำกก-เชียงราย ดินแดนสามเหลี่ยมหรือน้ำเต้า

      ต่อ มาเมืองสุวรรณโคมคำนี้เกิดพังทลายลงแม่น้ำโขงน่าจะจมลงไปทั้งพื้นดินและ โบราณสถาน จนภายหลังเกิดเป็นเกาะใหญ่ขึ้นมาเรียกว่าดอนมูล อยู่ข้าง กับภูกะวาว แล้วมีกษัตริย์ครองเมืองมาสร้างเมืองใหม่ทับลงในที่เดิม ยังนึกไม่ออกว่าเมื่อเมืองเก่าล่มลงไปในแม่น้ำแล้วอย่างนี้จะมีบริเวณใดพอ สร้างเมืองได้อีก อย่างน้อยก็พอมองเห็นลักษณะของเมืองนี้ว่า เป็นเมืองที่มีเสาสำหรับแขวนโคมทองสำหรับบูชาพรัพุทธเจ้าอยู่ที่ท่าน้ำริม แม่น้ำโขงไปทั่วเมือง ก็ทำให้นึกต่อไม่ออกอีกว่าทำไมต้องแขวนโคมทองกันขนาดนั้น ถ้าจะแขวนโคมทองเพื่อเพียงจุดบูชาพญานาคา ก็จะเข้าเค้าความเชื่อในปัจจุบันเกียวกับบั้งไฟพญานาค หากจะมีวิธีแขวนโคมไว้บนยอดเรือนหลวงก็เป็เหตุของชื่อมากว่า หรือมีการพยายามหาเหตุผลมาตอบคำว่า สุวรรณโคมคำ ตามชื่อ ท่าโคมคำ



ที่ปรากฏอยู่ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่สามารถสรุปได้ แต่หากจะให้คิดต่อก็ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่เมืองนี้มีการสร้างโคมลอยสีทอง สำหรับลอยบูชาแม่น้ำโขงจนเป็นประเพณีเฉพาะก็ดูจะดีกว่า แขวนโคมสีทองทั่วเมืองเป็นไหนๆในตำนานนั้นเล่าว่า เมืองนี้มีพวกกรอมหรือขอม (กล๋อม) จากเมืองโพธิสารหลวง หรือนครอินทปัตถ์อพยพครอบครัวขึ้นมาอยู่วันละพันสองพันครัวมิได้ขาด ตลอดเวลา ๓ ปี มีคนประมาณมากกว่าแสนครัวเรือน ซึ่งไม่ใช่จำนวนจริงตามนี้แต่เรียกให้แสดงให้เห็นว่าจำนวนมากมายที่นับไม่ ได้ ตำนานสิงหนวัตินั้นกล่าวว่าสิงหนวัติกุมารได้อพยพลงมาแสนครอบครัวมาสร้าง เมืองนาคพันธ์สิงหนวัติคือเมืองสุวรรณโคมคำ ซึ่งพาผู้คนเผ่าพันธุ์นาคาจากเมืองโพธิสารหลวง คือ พวกกรอมหรือขอมนั่นเอง



 



            แม่น้ำโขง



                    เมืองที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง

      แต่ อย่างไรก็ตามเมืองที่สร้างใหม่นี้กลับเรียกว่า เวียงชัยนารายณ์ เมืองมูล ประมาณว่าตั้งแต่อยู่บนเกาะใหญ่ริมแม่น้ำโขงฝั่งลาว เยื้องปากแม่น้ำกกลงไปทางใต้เล็กน้อย อยู่ตรงข้ามกับบ้านสวนดอก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ผู้รู้บางท่านสรุปว่า เมืองสุวรรณโคมคำนั้นตั้งอยู่ที่เดียวกับเมืองนาคพันธ์สิงหนวัติ ส่วนเวียงชัยปราการนั้นว่าตั้งอยู่ที่ปางเวียงชัยอยู่ลึกเข้ามาจากแม่น้ำโขง ทางฝั่งไทย ส่วจะฟังได้แค่ไหนกับเรื่องเมืองสุวรรณโคมคำเก่าที่ถล่มทลายลงแม่น้ำโขงต้อง ว่ากันไป

       ประมาณเอาวกกรอมหรือขอม (กล๋อม) ได้อพยพจากทางใต้จากเมืองโพธิสารหลวงหรือเมืองอินทปัตถ์ ขึ้นมาอยู่ทางเหนือโดยตั้งเมืองสุวรรณโคมคำ หรือเมืองนาคพันธ์สิงหนวัติ หรือเวียงชัยปราการ เมืองมูลที่เรียกกันหลายชื่อก็จากพงศาวดารและตำนานเรียกกัน เอาว่าเป็นเมืองเดียวกันก่อนก็แล้วกันและเป็นเมืองใหญ่ที่ทำให้ลุ่มแม่น้ำกก กลายเป็นแหล่งวัฒนธรรมใหม่ (จากขอม) ต่อมาภายหลังได้มีการขัดแย้งกับเมืองโพธิสารหลวงหรือนครอินทปัตถ์เมืองเดิม ด้วยเหตุที่เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีความเจริญรุ่งเรืองกว่าเมืองโพธิสารหลวง ของพวกกรอมหรือขอมโบราณจึงทำให้แยกตัวเป็นอิสระดูแลอาณาจักรของตนขึ้น ก็เลยคิดไปถึงภาพจำหลักที่นครวัดที่มีคำว่า สยัมกุก หรือสยามกก ที่เถียงกันหนักหนาว่ากองทัพสยามส่งไปร่วมในพิธีฉลองกษัตริย์ของ หากจะเป็นกรอมหรอขอมที่อยู่ทางลุ่มแม่น้ำกกนี้ไปร่วมก็ดูเข้าเค้า แต่เหตุการณ์จะเป็นเวลาเดียวกับการสร้างนครวัดหรือไม่นั้นก็ต้องตามกันตอบไป อีก เพราะยังติดขัดคำว่าสยาม หรือสยัม หรือสยัมภู ว่าเป็นมาและเป็นไปอย่างไร

       สรุปเอาว่าเมืองสุวรรณโคมคำของสิงหนวัติกุมารแห่งนี้ได้กลับกายเป็น ศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชนชาติกรอมที่อพยพขึ้นมาอยู่ทางดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำ กก มีอาณาเขตตามตำนานว่าทิศเหนือมีปากทางหนองกระแส (หนองแส) เป็นแดน หมายว่าตอนเหนือนั้นติดกับปากทางที่ไปหนองแสหรือทะสาบเอ๋อไห่ของยูนนาน ทิศใต้มีฝายนาคเป็นแดน คือสุดทางใต้ที่แก่งหลี่ผี ทิศตะวันอกมีน้ำแตกเป็นแดนน่าจะเป็นแม่น้ำดำหรือซองโบ ในเวียดนามเหนือ ที่คนผู้ไทเรียก น้ำแท้หรือน้ำแตก และทิศตะวันตกนั้นมีน้ำตูเป็นแดน คือแม่น้ำตูหรือน้ำตู้ ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือของรัฐฉาน ซึ่งมีเมืองแสนหวี สี่ป๊อ อยู่ระหว่างแม่น้ำอิรวดีกับแม่น้ำสาละวิน หากเป็นเช่นนี้ไปๆ มาๆ ราชวงศ์ชัยปราการหรือเชียงแสนจะมีเชื้อสายจากกรอมหรือขอมเอา





                

          

 
 


บันทึกการเข้า

www.srisuwankhomkhum.com
Absolute
Global Moderator
ขั้นสูงสุด
*****

พลังใจ: 1113
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,592


power of 4 elements


« ตอบ #7 เมื่อ: 29 กันยายน, 2011, 11:50:09 PM »


วิสัยทัศน์


 


สุวรรณโคมคำ คือ โคมทอง ที่สาดส่องไปทั่วโลก และเป็นดวงประทีปดวงเดียวที่ไม่มีวันดับสูญไปจากโลกนี้


เพราะฉะนั้นสุวรรณโคมคำนั้นเป็นดวงประทีปที่จะทำให้คนทั้งโลกมีความสุข เข้าใจหลักธรรม คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


สามารถนำมาไช้เป็นหลักชีวิตประจำวัน 


เมืองสุวรรณโคมคำมีอาณา เขตกว้างใหญ่ไพศาล (ดูในตำนานเมืองสุวรรณโคมคำ)


มีอาณาบริเวณสุดลูกหูลูกตา เป็นเมืองแห่งพุทธศาสนา


มีพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมใจ ให้ประชนและคนทั่วโลกมีแสงสว่างเปรียบดวงประทีป


 


บูรพาจารย์สุวรรณโคมคำจึงได้เรียกขานคัมภีร์นี้ว่า “คัมภีร์สุวรรณโคมคำ” หรือเรียกอีกชื่อว่า "คัมภีร์มหาจักรพรรดิราช"


 


 


ยุทธศาสตร์ในการเผยแผ่  การดำเนินชีวิตด้วยความประมาท อย่างไม่รู้โลก   ด้วยเหตุนี้ บูรพาจารย์แห่งสุวรรณโคมคำ จึงได้รจนาคัมภีร์สุวรรณโคมคำขึ้น  เพื่อใช้คำนวณบุญกรรมให้เห็นเป็นรูปธรรม   คัมภีร์สุวรรณโคมคำจึงถืออุบัติขึ้นแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

 


บันทึกการเข้า

www.srisuwankhomkhum.com
Absolute
Global Moderator
ขั้นสูงสุด
*****

พลังใจ: 1113
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,592


power of 4 elements


« ตอบ #8 เมื่อ: 29 กันยายน, 2011, 11:58:52 PM »






พ ร ะ ม ห า ค า ร ม   อุ ตฺ ต ม ป  ญฺ โ ญ



Ico256








ประวัติย่อ



พระมหาคารม อุตฺตมปญฺโญ

เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2517

ที่หมู่บ้านท่าไม้ ตำบลท่าชัย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท








เป็นบุตรของร้อยตำรวจตรีมานิต และนางพยิน เกิดมี

บรรพชาและอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดหัวยาง อ.เมือง จ.ชัยนาท

(บรรพชา ๑ เมษายน ๒๕๓๖, อุปสมบท ๑๙ มิถุนายน ๒๕๓๗)



เดิมเป็นคนจังหวัดชัยนาทบ้านเดียวกับหลวงปู่ศุข  วัดปากคลองมะขามเฒ่า (หนึ่งในบูรพาจารย์สุวรรณโคมคำ)





 


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 กันยายน, 2011, 12:02:21 AM โดย Absolute » บันทึกการเข้า

www.srisuwankhomkhum.com
Absolute
Global Moderator
ขั้นสูงสุด
*****

พลังใจ: 1113
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,592


power of 4 elements


« ตอบ #9 เมื่อ: 30 กันยายน, 2011, 12:04:17 AM »


การศึกษา



พ.ศ.๒๕๕๐ -  ปัจจุบัน  กำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอก



สาขาหลักสูตรและการสอน   



คณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน



•       พ.ศ.๒๕๔๗       ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต (จิตวิทยาการศึกษา)



                             คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร



•       พ.ศ.๒๕๔๕       ปริญญาศึกษาศาสตร์ (คณิตศาสตร์)



มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช



                             ประกาศนียบัตรโหรตพุทธศาสตร์ (โหราศาสตร์แนวพุทธ)



คัมภีร์สุวรรณโคมคำ    จิตตภาวันวิทยาลัย



•       พ.ศ.๒๕๔๔       ปริญญาพุทธศาสตร์บัณฑิต (จริยศึกษา) เกียรตินิยมอันดับ 1



                             คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย



•       พ.ศ.๒๕๓๙       เปรียญธรรม ๔ ประโยค



•       พ.ศ.๒๕๓๘       นักธรรมชั้นเอก



                             มหาเปรียญ ๓ ประโยค



•       พ.ศ.๒๕๓๗       นักธรรมชั้นโท



                             อนุเปรียญ ๒ ประโยค



•       พ.ศ.๒๕๓๖       นักธรรมชั้นตรี



http://www.srisuwankhomkhum.com/



ในทางด้านศาสนา ท่านสอบได้นักธรรมเอกกับเปรียญธรรม 4  ประโยค และท่านหยุดเพียงเท่านั้น  เพื่อจะได้ใช้เวลาทุ่มเทให้กับการสร้างธรรมสถานสุวรรณาภา  รวมถึงสงเคราะห์ประชาชน และเผยแผ่วิชาสุวรรณโคมคำได้อย่างเต็มที่    นอกจากนี้ ท่านพระอาจารย์ได้จัดให้มีการเปิดสอนกรรมฐานปฐวีกสิณควบคู่กับวิชาโหราศาสตร์คัมภีร์สุวรรณโคมคำขึ้นเป็นครั้งแรก   ซึ่งต้องอาศัยความเพียรอย่างมากที่จะทำให้ทัศนคติผิด ๆ ด้านโหราศาสตร์ที่มีในเชิงลบได้เปลี่ยนไปในจิตวิญญาณของคนปัจจุบัน  โดยชี้ให้เห็นความจริงว่า   เป็นเรื่องของการคำนวณและพยากรณ์บุญกรรมตามหลักพุทธศาสนา  เพื่อสร้างสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นถูกต้อง)ให้เกิดขึ้น



 



ประวัติชีวิตของท่านพระอาจารย์มหาคารม



ครูผู้สอนกสิณกรรมฐานและโหราศาสตร์อันมหัศจรรย์



คัมภีร์สุวรรณโคมคำ(คัมภีร์มหาจักรพรรดิราช) สืบมาถึงพระอาจารย์ดร.ธรรมบาล  ปรมาจารย์แห่งสุวรรณโคมคำหนึ่งเดียวในปัจจุบัน  พระอาจารย์ด๊อกเตอร์ได้เดินทางไปรอบโลก  ครั้งหนึ่งได้จาริกมาจนพบกับ “พระมหาคารม    อุตฺตมปญฺโญ  ที่วัดยานนาวา  กรุงเทพฯ  แล้วได้ถูกอัธยาศัยกัน  ท่านจึงได้ถ่ายทอดวิชาสุวรรณโคมคำให้  จากนั้นก็จาริกต่อไปอีก



 



 พระอาจารย์มหาคารม เป็นพระนักปราชญ์ผู้สมถะ สงบ สำรวมอินทรีย์ เคร่งครัด สมบูรณ์ด้วยหลักปริยัติ (วิชาการ)หลักปฏิบัติ (ชำนาญกสิณกรรมฐาน) และหลักปฏิเวธ (พัฒนาจิตและพัฒนาสังคม) แตกฉานในวิชาคัมภีร์สุวรรณโคมคำอย่างเอกอุ          



ท่านพระอาจารย์มหาคารม  ถือเป็นศิษย์ที่มีสติปัญญาล้ำเลิศ มีบารมีสูงและอายุพรรษากาลมากกว่าใครเพื่อน  เป็นผู้นำในการฝึกฝน ค้นคว้า  เรียบเรียงและเผยแผ่คัมภีร์สุวรรณโคมคำ เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิสุวรรณโคมคำ และธรรมสถานสุวรรณาภา  อันเป็นสถานที่ปลูกสมุนไพรและสอนกสิณสมาธิทั้ง  10  ชนิด



 



ท่านพระอาจารย์มหาคารม มีลักษณะเป็นวิญญูชนผู้คงแก่เรียนตั้งแต่วัยเด็ก   ท่านได้เล่าว่า พอเกิดมาลืมตาดูโลก เห็นหน้าผู้คนก็รู้สึกไม่ชอบใจ รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากพูดจาคบหาสมาคมด้วย  ชอบที่จะแยกตัวเองไปอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่ยุ่งกับใคร    ถ้าไม่ดูหนังสือเรียน ก็จะใช้หัวคิดสังเกตสังกาพิจารณาดูโลก ดูชีวิตผู้คนทั้งหลายว่า  เกิดมาทำไม  มีชีวิตเหมือนมดตัวแดงตัวดำพากันวิ่งวุ่นหากินไปวันๆ ช่างไร้สาระแก่นสารน่าเวทนา ความรู้สึกนึกคิดนี้ ทำให้ตัวเองตกตะลึง  เข้าใจว่าตัวเองเป็นผู้เฒ่าหรือเป็นนักบวชไม่ใช่เด็กวัย6-7  ขวบ …



เมื่ออายุครบเข้าโรงเรียนประชาบาลที่บ้านเกิด“บ้านท่าไม้ ต.ท่าชัย อ.เมือง จ.ชัยนาท” ก็สร้างความประหลาดใจให้ครูทั้งหลาย ด้วยการไม่พูดจาเล่นหัวกับใคร  ชอบแยกตัวไปนั่งดูหนังสือเรียนในที่เงียบๆลำพังคนเดียว ชอบคิดเกี่ยวกับสัจธรรมของชีวิตและการช่วยเหลือมหาชนครูจึงทดสอบด้วยการตั้งให้เป็นหัวหน้าห้องเรียน ปรากฏว่าได้แสดงอัตลักษณ์ของตัวเองออกมาโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ ความเป็นคนรับผิดชอบต่อหน้าที่  เสียสละเพื่อส่วนรวม  เจ้าระเบียบเคร่งครัดในวินัย  พูดน้อยแต่เด็ดขาดและทรงคุณธรรม  ทำให้เพื่อนๆ ร่วมชั้นเกิดความยำเกรง ให้ความนับถือ ไม่กล้าขัดขืน  เพื่อนๆ หลายคนถึงกับยกมือไหว้เรียก “ครู” ไปตาม ๆ กัน  



            เมื่อเรียนถึงมัธยมต้นที่โรงเรียนชัยนาทพิทยาคมซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดก็เริ่มฉายแววโดยบางปีสอบได้อันดับ 1 ของระดับชั้น และเริ่มศึกษาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังด้วย พอถึงมัธยมปลายได้เข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม กรุงเทพฯ ก็ได้พบกับครูดี(ท่านเรียกว่าอาจารย์แม่)คอยสั่งสอนจนภูมิจิตภูมิธรรมก้าวหน้าเป็นอันมากและได้ตัดสินใจสละทุกสิ่งเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัตร์ในที่สุด จากนั้นได้เที่ยวจาริกศึกษาปฏิบัติธรรมทั่วประเทศและเผยแผ่ธรรมตามโอกาส แม้หมู่ภิกษุที่วัดบ้านเกิดจังหวัดชัยนาทของท่านก็เลื่อมใสถึงกับนิมนต์ให้เป็นเจ้าอาวาส(ตั้งแต่ปีพ.ศ.2538) แต่ท่านไม่รับนิมนต์ เพราะประสงค์จะช่วยเหลือมหาชนให้กว้างขวางยิ่งกว่านั้นและได้เที่ยวเผยแผ่พุทธศาสนาในรูปแบบต่าง ๆ เช่นเป็นครูสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียนหลายแห่ง อบรม ปาฐกถา ฯลฯ



จวบจนปีพ.ศ.2539 พระอาจารย์มหาคารม ได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ในกรุงเทพฯ โดยสอบเข้าได้เป็นอันดับ1 ของรุ่นและจบออกมาด้วยเกรดเฉลี่ยสูงที่สุดของคณะครุศาสตร์รุ่นนั้น หลังจากจบปริญญาตรีแล้ว ก็เริ่มสนใจวิชาโหราศาสตร์อยู่ในทีเพราะเห็นว่าเป็นวิชาที่จะช่วยเหลือผู้คนได้และการที่วิชาดังกล่าวสืบทอดมาถึงปัจจุบัน แสดงว่า“ต้องมีหลักสัจธรรมแฝงอยู่ในนั้น” แต่ยังไม่มีเวลาศึกษาอย่างจริงจังเพราะต้องเรียนปริญญาโท (จบโดยได้เกรดอันดับ1ของรุ่น)จนถึงช่วงปิดเทอมก็ได้ลองหาหนังสือโหราศาสตร์มาอ่านในขณะที่ท่านเริ่มศึกษาด้วยตนเองนั้น ก็ได้มีโอกาสเจอกับพระอาจารย์ใหญ่ดร.ธรรมบาลที่วัดยานนาวา กรุงเทพฯและได้ชอบพอในอัธยาศัยภูมิจิตภูมิธรรม ได้สนทนาแลกเปลี่ยนกันเนือง ๆวันหนึ่ง พระอาจารย์มหาคารม ได้ปรารภถึงพระรุ่นน้องรูปหนึ่ง (พระอาจารย์มหายงยุทธ ซึ่งกำลังเที่ยวธุดงค์อยู่) ว่า จาริกไปนานแล้ว เปิดเทอมก็ยังไม่กลับมาไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร ทันใดนั้น พระอาจารย์ดร.ธรรมบาลก็มองดูนาฬิกา ตอบโป้งออกมาทันทีว่า “ตอนนี้เป็นอย่างนี้ ๆ”  พระอาจารย์มหาคารมเพียงแต่รับฟังไว้ตามวิสัยวิญญูชนของท่าน ยังไม่ด่วนเชื่อ จนพระรุ่นน้องรูปนั้นกลับมาและเล่าให้ฟังว่าไปทำอะไรมาบ้าง คำบอกเล่าของพระรุ่นน้องทำให้พระอาจารย์มหาคารมหวนระลึกถึงคำพระอาจารย์ใหญ่เพราะคำที่พระอาจารย์ใหญ่พยากรณ์สอดคล้องกับคำบอกของพระรุ่นน้องทุกประการ  ทำให้พระอาจารย์มหาคารม คิดว่าพระอาจารย์รูปนี้ต้องมีดีในวิชาพยากรณ์ด้วยเป็นแน่ ท่านจึงเข้าไปสนทนาพูดคุยกันจนแจ่มแจ้งในทุกเรื่อง (เรื่องลึก ๆ ทั้งนั้น) และได้ชวนสหธรรมิกอีกสองท่านกราบฝากตัวเป็นศิษย์แต่นั้นมา   ท่านพระอาจารย์มหาคารมได้รับการถ่ายทอดวิชาสุวรรณโคมคำในคัมภีร์มหาจักรพรรดิราชบางส่วน แล้วพระอาจารย์ดร.ธรรมบาลก็จรไปในที่อื่นตามปกติวิสัย  



แล้ววันหนึ่ง พระอาจารย์มหาคารมก็ได้รับข่าวดีจากพระอาจารย์ดร.ธรรมบาลที่แจ้งข่าวมาว่าจะสอนต่อยอดเพิ่มเติมให้ที่ต่างจังหวัดพระอาจารย์มหาคารมจึงดั้นด้นไปเรียนพร้อมสหายธรรม พระอาจารย์ด๊อกเตอร์เห็นถึงความตั้งใจและอุดมการณ์พร้อมทั้งภูมิปัญญาบารมีที่ประกอบพร้อมด้วยความเสียสละของพระอาจารย์มหาคารมที่ต้องการนำวิชาไปใช้เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนจึงเมตตาถ่ายทอดวิชาให้จนหมดหีบห่อ(วิชาที่ท่านถ่ายทอดให้มี 3 ส่วนหลัก ๆ คือ โหราศาสตร์แนวพุทธ   กสิณสมาธิ พร้อมด้วยพุทธาคม และสมุนไพร)



          จากการทุ่มเทฝึกฝนค้นคว้าอย่างอุกกฤษ์ชนิดเอาชีวิตเข้าแลกและการเสียสละสงเคราะห์มหาชนอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย จวบจนถึงวันนี้  พระอาจารย์มหาคารมได้กลายมาเป็นผู้นำสุวรรณโคมคำ เป็นศูนย์รวมใจของศิษย์สุวรรณโคมคำ ได้เผยแผ่วิชาสุวรรณโคมคำอย่างต่อเนื่องกว้างขวางในนามมูลนิธิสุวรรณโคมคำ เพื่อให้คนไทยและชาวต่างชาติได้รู้จักและนำวิชาสุวรรณโคมคำไปใช้ให้เกิดความเจริญแก่ตน สังคม ประเทศชาติ และพระศาสนาสืบไป  


บันทึกการเข้า

www.srisuwankhomkhum.com
Absolute
Global Moderator
ขั้นสูงสุด
*****

พลังใจ: 1113
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,592


power of 4 elements


« ตอบ #10 เมื่อ: 13 ตุลาคม, 2012, 09:45:39 PM »


ดำเนินการโดยเริ่มต้นตั้งเป็นชมรมขึ้นมาก่อน



เรียกว่า ชมรมศิษย์สุวรรณโคมคำ



โดยเริ่มการเรียนการสอน ปฐวีกสิณกรรมฐานและวิชชาสัตตาภิธรรม

ท่านพระอาจารย์คารมได้ทุ่มเมแรงกายแรงใจ เพราะตระหนักดีถึงความสำคัญของวิชชาสุวรรณโคมคำ

ว่าเป็นประโยชน์ต่อมหาชนอย่างยิ่ง เพราะทางด้านสติปัญญาแล้ว ท่านเองเป็นเลิศอยู่ดังที่เราได้ทราบจากข้อมูลข้างต้น



ท่านได้ทดลองวิชา เพื่อพิสูจน์ความจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตลอดมาเพื่อเป็นที่ยืนยันได้ว่า



วิชชาสัตตาภิธรรม จะเป็นทางเดินของผู้แสวงหาสัจจะธรรม และแก้ไขตนเองได้ง่าย



เพราะสามารถล่วงรู้เรื่องราวได้โดยละเอียด



 



การดำเนินการสอนในช่วงแรก ๆ นั้น เริ่มต้นที่วัดยานนาวา ถนนเจริญกรุง กรุงเทพ ที่เรารู้จักกันดี



 


บันทึกการเข้า

www.srisuwankhomkhum.com
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


* Share this topic....
For the Forum.
(BBCode)
Site / blog.
(HTML)

น้ําดื่มสิงห์
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.081 วินาที กับ 21 คำสั่ง