ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ยินดีต้อนรับธรรมมิกชนสู่....เครือข่ายและสังคมดาวดึงส์เสมือนจริงของทุกท่าน
ดวงจิตสวยใส ใจร่มเย็น ดวงตาเห็นธรรม
ร่วมกันสร้างสรรค์โลกของเรา สู่โลกศิวิไลซ์


รวมพลังใจปวงชนชาวไทยให้เป็นหนึ่งเดียว
น้อมเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ฑีฆายุโก โหตุ มหาราชา
ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ


ทีมงานเว็บบอร์ดพลังใจดอทคอม และสมาชิก



หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ความลังเลสงสัย ความชัดเจนกรณีพระอาจารย์  (อ่าน 2701 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
sound2effect
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: 02 สิงหาคม, 2011, 10:04:02 AM »




กราบนมัสการบูราพาจารย์







กราบนมัสการบูราพาจารย์ พระอาจารย์แห่งสุวรรณพิงคารพระอาจารย์มหาคารม นอบน้อมอาจารย์แห่งสุวรณโคมคำทุกท่าน ศิษย์นี้มีความเคารพในตัวพระอาจารย์มหาคารมยิ่งนัก  ไม่มีเจตนาจะกล่าวล่วงเกินพระอาจารย์มหาคารมและท่านผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับเรืองราวนี้  ที่ข้าพเจ้า ต้องนำมากล่าวในข้อความในการนำเสนอข้อมูลหลักฐาน เพื่อให้ศิษย์บางท่าน และประชาชนทั้งหลายที่ต้องการทราบข้อเท็จจริง เพื่อจะได้ไม่เป็นเหตุที่จะละเมิดล่วงเกินพระอาจารย์อันเป็นที่เคารพของเหล่าศิษย์แห่งสุวรรณพิงคารอีกต่อไป กาลใดที่ข้าฯ ได้กล่าวล่วงเกินท่านใด ขอท่านจงอโหสิกรรมในวจี กาย ใจ ให้ข้าฯ ด้วยเถิด ความใดที่เป็นความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น และคุณความดีทั้งหลาย ขอน้อมถวายให้บูราพจารย์แห่งสุวรรณพิงคาร พระอาจารย์มหาคารม และอาจารย์ทุกท่าน โดยโปรดจงอนุโมทนาสาธุการเถิด




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 สิงหาคม, 2011, 10:22:21 AM โดย sound2effect » บันทึกการเข้า
sound2effect
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: 02 สิงหาคม, 2011, 10:34:27 AM »


อารัมบท



ข้าฯ เปนศิษย์คนหนึ่งที่ได้รับรู้ความเปนมาของมูลนิธิสุวรรณโคมคำ และชมรมศิษย์สุวรรณโคมคำมาระยะหนึ่ง ถึงแม้นจะไม่ได้คลุกคลีกมากนักก็ตามแต่ก็แปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนทำให้อยากสืบเรืองราวความเปนมาของพระอาจารย์มหาคารมว่ามีเงื่อนงำอันใด เหตุใดศิษย์กลุ่มหนึ่งจึงเข้ามาคัดค้านการทำงานของพระอาจารย์จนเปนเหตุให้เกิดข้อพิพาทขึ้น  ดูเหมือนมีผลประโยชน์หลายอย่างที่แอบแฝงจึงได้เกิดเหตุการณ์ที่ดูเหมือนยากที่จะกลับมาสมานสามัคคีดังเดิมได้



ความเดิม สุวรรณโคมคำ คือ ดินแดนริมฝั่งโขง และมีคัมภีร์สุวรรณโคมคำเปนคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ที่มีมาตั้งแต่ต้นภัทรกัปป์แล้ว ด้วยเปนคัมภีร์ที่ได้ใช้ในการพยากรณ์คุณลักษณะของพระศาสดาของโลกมาแล้ว 4 พระองค์ ที่นับได้ว่ามีความแม่นยำในการพยากรณ์อย่างยิ่ง โดยคัมภีร์สุวรรณโคมคำถูกส่งต่อถ่ายทอดจนมาถึงพระธรรมบาล ซึ่งขณะนั้นท่านได้รู้จักพระอาจารย์มหาคารม



ความตอนหนึ่งที่เปนจุดเริ่มต้นในการส่งมอบพระคัมภีร์สุวรรณโคมคำคือในวันหนึ่งพระอาจารย์มหาคารมบ่นคำนึงถึงพระผู้น้องที่เดินธุดงค์ด้วยความคิดถึงและห่วงใยว่าพระผู้น้องธุดงค์อยู่ ณ ที่ใด ทันใดนั้น พระธรรมบาลก็จับยามเวลานั้นและตอบว่าอีก 2-3 วัน พระผู้น้องจะติดต่อกลับมา ซึ่งพระอาจารย์มหาคารมก็รอดูว่าความที่พระธรรมบาลพยากรณ์นั้นเปนความจริงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็พบว่าเปนความจริงทุกประการ จึงได้ขอฝากตัวเปนศิษย์ที่จะเรียนวิชาจากพระธรรมบาลกับศิษย์อีกสองท่าน ซึ่งหลังจากคงเหลือแต่พระอาจารย์มหาคารมรูปเดียวที่ยังคงค้นคว้าหลักธรรมตามคัมภีร์สุวรรณโคมคำ มุ่งมั่นที่จะทำความรู้ความเข้าใจต่อคัมภีร์สุวรรณโคมคำอย่างต่อเนื่อง โดยที่ศิษย์อีกสองท่านก็วางมือเพราะท้อใจที่จะศึกษาต่อ คงเหลือแต่พระอาจารย์มหาคารมที่ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำการเก็บสถิติการใช้คัมภีร์สุวรรณโคมคำเพื่อเปนบทสรุปในการวางรากฐานเขียนหนังสือและเผยแพร่คัมภีร์สุวรรณโคมคำต่อไป นับได้ว่าพระอาจารย์มหาคารม เปนผู้ที่ทำให้คัมภีร์สุวรรณโคมคำกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งหนึ่งก็คงไม่ผิดนัก


บันทึกการเข้า
sound2effect
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: 02 สิงหาคม, 2011, 10:37:38 AM »




บริจาคที่ดิน





ต่อมาได้มีคนบริจาคที่ดินแปลงหนึ่ง ที่ท่าหนอง อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก จึงเป็นเหตุให้ต้องก่อตั้งมูลนิธิสุวรรณโคมคำขึ้นเพื่อรองรับที่ดินแปลงนี้ โดยมีพระอาจารย์มหาคารมเป็นผู้ที่วางรากฐาน ลงแรงกาย แรงใจที่จะพัฒนาที่ดินแปลงนี้เพื่อให้สำเร็จเป็นมูลนิธิขึ้น  เหตุเพราะว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินทางการเกษตรที่เรียกว่า สปก. จึงต้องมีการพัฒนาที่ดินให้เหมาะสมในทางการเกษตร ปลูกพืชสมุนไพร ถึง 3-4 ปี ก่อนที่ภาครัฐจะเห็นสมควรในการทำประโยชน์เพื่อผืนป่าแล้วจึงได้อนุมัติให้เป็นของมูลนิธิสุวรรณโคมคำตามความประสงค์ของผู้บริจาคต่อไปและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นทางการ

ในระหว่าง 4 ปี พระอาจารย์ก็ได้วางรากฐาน ที่จะพัฒนาสุวรรณโคมคำในเรื่องการเรียนการสอนวิชาโหราศาสตร์ตามคัมภีร์สุวรรณโคมคำ จนมีความก้าวหน้าเป็นลำดับนับแต่นั้นมา  วางพื้นฐานการศึกษาเพื่อให้มีความสำเร็จดังเจตนาของคัมภีร์สุวรรณโคมคำ กล่าวคือ ต้องมีการปฏิบัติกสิณกรรมฐานควบคู่กับการเรียนวิชาในคัมภีร์สุวรรณโคมคำอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับจิตของผู้ให้การพยากรณ์มีความถูกต้องตามหลักธรรมและมีธรรมะคุมจิตใจเป็นพื้นฐานไม่ให้หลงผิด

ซึ่งทั้งหมดเป็นการวางรากฐานโดยสมบูรณ์ทั้งโหราศาสตร์ที่อิงพระอภิธรรมในการพยากรณ์ กับที่ดินบริจาค ผ่านสปก. อนุมัติเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งได้ทราบภายหลังว่าที่ดินแปลงนั้นเป็นดินแดนต้นโลกของสุวรรณโคมคำนั่นเอง ต่อมาได้ตั้งชื่อดินแดนนั้นว่า ธรรมสถานสุวรรณาภา เพื่อใช้เป็นที่ฝึกกสิณกรรมฐานต่อประชาชนทั่วไปในอนาคต

ดูแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับการเจริญเติบโตของมูลนิธิสุวรรณโคมคำ และชมรมศิษย์สุวรรณโคมคำ ในการเผยแพร่ธรรมะ และปรับปรุงที่ดินเป็นเชิงเกษตรกรรม หรือการปลูกพืชสมุนไพร

ศิษย์สุวรรณโคมคำกลุ่มหนึ่งได้พัฒนาตนเป็นอาจารย์สอนวิชาโหราศาสตร์สัตตาภิธรรมและอื่น ๆ ตามคำสอน*และถ่ายทอดสรรพวิชาจากพระอาจารย์มหาคารม   ดินแดนสุวรรณโคมคำก็ก้าวหน้าโดยตลอดและเริ่มต้นสืบทอดคัมภีร์สุวรณโคมคำอย่างต่อเนื่อง

จนช่วงกลางปี ถึง ปลายปี 2553   ศิษย์กลุ่มนั้นที่เป็นอาจารย์สอนได้ทยอยถอนตัวจากการเป็นอาจารย์ของมูลนิธิฯ โดยให้เหตุผลที่บอกให้เชื่อว่า พระอาจารย์มหาคารมประพฤติเสื่อมเสียจนถึงขั้นปาราชิกและไม่มีความเหมาะสมที่จะดูแลมูลนิธิฯ ในฐานะประธานมูลนิธิฯ ต่อไป รวมทั้งเรื่องการใช้เงินของมูลนิธิฯ ก็มีเงื่อนงำความเป็นมาที่ไม่โปร่งใสซะแล้ว เหล่าอาจารย์ที่ลาออกได้กล่าวหาพระอาจารย์ถึงแม้นในชั้นเรียน พระอาจารย์ก็เปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นได้พูดข้อข้องใจหน้าชั้นเรียนในขณะชั้นเรียนยังดำเนินอยู่ และไม่ทันที่พระอาจารย์จะได้ชี้แจงใด ๆ ศิษย์ที่เป็นอาจารย์เหล่านั้น ก็เดินออกไปเสียก่อน ไม่ได้ฟังคำอธิบายเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาเลยสักครั้งเดียว

ข่าวสารต่าง ๆ เริ่มมากขึ้น โจมตี โดยมีจุดมุ่งหมายจะล้มพระอาจารย์คารมในฐานประธานมูลนิธิสุวรรณโคมคำ และได้มุลนิธิสุวรรณโคมคำไปบริหารเอง โดยปล่อยข่าวอันนำความเข้าใจผิดต่อศิษย์ท่านอื่น ๆ และประชาชนทั่วไปตลอดมา ตั้งแต่เรื่องเอกสารปลอม การปาราชิกเรืองสีกา ปล่อยข่าวย่ายิ้มที่โด่งดังจากรายการคนค้นคน ถูกขู่ฆ่าโดยคนใกล้ชิดพระอาจารย์ ฯ เราจะได้ติดตามความจริงเพื่อชี้แจงให้คนที่สนใจจะทราบเรื่องราว ได้รับทราบข้อเท็จจริง พร้อมหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ในทุกกรณีข้อกล่าวหา เพื่อหายข้อข้องใจ และเลิกกล่าวร้ายพระอาจารย์มหาคารมกันสักที หวังว่า ท่านที่ได้รับข้อมูลต่อจากนี้ คงจะเปิดใจเป็นธรรมได้ ที่จะรับรู้ข้อมูล ทำใจให้ว่างเพื่อจะได้พ้นจากวิบากกรรมที่กล่าวหาพระอาจารย์ของเราเสียที




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 สิงหาคม, 2011, 10:50:48 AM โดย sound2effect » บันทึกการเข้า
sound2effect
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: 02 สิงหาคม, 2011, 12:40:30 PM »




ย่ายิ้มตอนที่ 1

หญิงชราที่ผูกพันกับผืนป่า อันอุดมสมบูรณ์มาก  ย่ายิ้มย้ายเข้าไปอยู่ในหุบเขาที่แวดล้อมดด้วยต้นไม้นานาชนิดคนเดียว เพราะเหตุผลส่วนตัวที่เธอไม่บอกใคร แต่ข้าฯ ทราบเรื่องนี้จากการได้สนทนากับเธออย่างลึก ก็จะไม่นำมากล่าวในที่นี้ เพราะเป็นเหตุผลที่สะท้อนใจลึก ๆ ของเธอ

ข้าพเจ้าสงสัยอะไรเป็นสิ่งดลจิตของเธอที่ทำให้เธอสร้างฝ้ายขึ้นมา ทีละฝาย ได้มากมาย ประมาณ ปีละฝาย  รวมแล้วประมาณ 11 ถึง ฝ้ายแล้ว ในขณะนั้น ใครกันหนอที่นำชื่อของเธอไปให้รายการคนค้นคนทำรายการ มีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงไหม ลองคิดตามข้าฯ เล่น ๆ ไปก่อนนะ  เพราะที่บ้านที่เธออาศัยอยู่ อยู่ลึกเข้าไปมากมายของเธอก็เป็นที่น่าสนใจไม่น้อย กับความสมถะและความชราที่รู้คุณแผ่นดิน  เธอเล่าว่า วันหนึ่ง เธอได้ดูพระราชดำรัสของในหลวงเรื่องผืนป่า การกั้นน้ำไว้ใช้ การสร้างฝ้ายเพื่อให้ใครก็ได้ ได้ประโยชน์ สัตว์ คนที่เดินผ่าน หรือต้นไม้ เป็นน่ายินดีที่เธอสร้างมานานถึง 11 ฝ้ายแล้วในปลายปี 2553 ที่รายการคนค้นคนจะไปพบเธอเข้าในกลางปี แล้วผลิตรายการช่วงปลายปี

พระอาจารย์เล่าว่า ถึงวันโกนวันพระ เธอจะต้องเดินผ่านเป็นระยะทางถึง 7 กิโล เพื่อจะมาทำวัตรสวดมนต์ ถือศีลที่ธรรมสถานสุวรรณาภา เป็นสถานที่แห่งเดียวที่ใกล้ที่สุด ใกล้บ้านเธอที่สุด เธอเดินมา ตั้งแต่เริ่มแรกตั้งธรรมสถาน และรู้จักกันดีในนามย่ายิ้ม หญิงชราจอมทรหด ไม่เพียงแต่เท่านั้น เธอยังเดินขึ้นเขาเพื่อตามศิษย์สุวรรณโคมคำไปสักการะบูชาบูรพาจารย์องค์สำคัญแห่งสุวรรณพิงคารคือ พระมหาเถระศรีศรัทธาราชจุฬามุนีศรีรัตนลงกาทีปมหาสวามี การเดินทางไปร่วมบุญกับพระอาจารย์มหาคารมมีมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปลายปี 2553 ที่ได้เกิดความไม่เข้าใจระหว่าง ศิษย์กลุ่มหนึ่ง กับพระอาจารย์ขึ้น การเดินทางเพื่อไปปฏิบัติธรรมก็หยุดชะงักลง

ทางเดินไปมาระหว่างบ้านย่ายิ้มกับหุบเขาสุวรรณโคมคำ ไม่ใช่ธรรมดา เรียกได้ว่า ถ้าเอารถดี ๆ ขึ้นไปหาย่ายิ้ม ก็พังหมด เพราะทางสุดแสนวิบาก รถอีแต๋นเป็นรถที่เหมาะสมที่สุดในการเดินทางไปหาย่ายิ้ม หลังจากข่าวย่ายิ้มได้ออกผ่านหน้าจอโทรทัศน์ และ youtube แล้ว ย่ายิ้ม ก็มีคนจากทั่วสารทิศ ไปหา เพราะอยากไปกราบและข่าวย่ายิ้มสร้างฝัน สร้างฝ้ายกั้นน้ำ อะไรก็ได้ที่ย่ายิ้มต้องการ คนจะทำ เรืองนี้ก็เป็นที่น่ายินดี

เมื่อพิจารณา ในฐานะคนที่เป็นคนดัง หลายต่อหลายคนให้ความสนใจมากขึ้น ถนนหนทางก็ถูกปรับให้ดีขึ้น อันนี้แหละเป็นประเด็นชวนคิดไหม ว่าทางการ หรือใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์ที่แท้จริง  สร้างถนนให้หญิงชราคนเดียวเป็นระยะทาง 7 กิโล เพื่ออะไรกัน  การสนับสนุนเรื่องการทำถนน เปรียบเทียบกับการสร้างธรรมสถาน ที่ผู้คนอีกหลายร้อยหลายพันคนจะได้ประโยชน์จากการปฏิบัติธรรม ทางการสนใจหญิงชรามากกว่าธรรมสถานมานัก เรียกว่า คนที่ได้ประโยชน์เรื่องนี้ มีมากกว่านี้ไหม และเป็นเรื่องอะไรกันแน่  หลังจากนั้น ไม่ถึงปี ริมเขาที่เดินทางสู่บ้านย่ายิ้ม ได้ถูกถางเพื่อทำการเกษตร อันนี้เป็นอย่างไรกันแน่ แล้วผลประโยชน์อันใดอีกเล่าที่ตามมาจากถนนดีขึ้น เอาไปลองคิดดู หรือจะเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์นั้นเองที่น่าสนใจ










« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22 สิงหาคม, 2011, 11:06:01 AM โดย sound2effect » บันทึกการเข้า
sound2effect
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: 02 สิงหาคม, 2011, 12:58:55 PM »


ย่ายิ้ม ตอนที่ 2

ศิษย์พระอาจารย์ขู่ฆ่าย่ายิ้มจริงหรือ หรือเป็นปล่อยข่าวลวงโลก

หลังจากนั้น ย่ายิ้มจะได้รับเชิญไปที่ไหน ๆ ก็ตาม จะมีคนดูแลย่ายิ้ม เพื่อรักษาผลประโยชน์ ให้ย่ายิ้ม เรื่องย่ายิ้มก็มีเรืองยุ่ง ๆ ตามมาหลายเรือง

จนวันหนึ่ง ย่ายิ้มได้รับเชิญให้มาร่วมพีธี มอบเทียนพรรษาของสุวรรณาภาโดยศิษย์กลุ่มหนึ่งที่มาจากมูลนิธิฯ แล้วข่าวไม่สู้ดีก็ออกมา ว่า ศิษย์ของพระอาจารย์มหาคารม ขู่จะฆ่าปาดคอ ย่ายิ้ม  ข้าพเจ้าฟังแรก ๆ ก็อดขำไม่ได้ ช่างสรรหาเรื่องราวมากล่าวโจมตีพระได้มากเพียงนี้  แต่เมื่อคิดให้รอบคอบขึ้น น่าจะมีนัยยะแอบแฝงมากกว่า ก็ต้องลองหาความจริงดู จึงขึ้นไปพบย่ายิ้มด้วยตัวท่านเอง ถามเรื่องราวการกระพือข่าวอันน่าสังเวชของคนที่กล่าวว่าเป็นคิษย์ ซึ่งไม่น่าเรียกว่าศิษย์แล้วขณะนี้ เพราะกล่าวร้ายต่อครูบาอาจารย์ที่เคยสอนสั่งได้มากขนาดนี้

พระอาจารย์ได้ขึ้นไปพบย่ายิ้มด้วยตนเอง เพื่อถามความจริงว่า ย่ายิ้มโดนขู่ฆ่าหรือเปล่า คำตอบคือเปล่า ไม่เคยโดนขู่ฆ่า แล้วข่าวมาจากไหน จุดประสงค์เพื่ออะไร  การกระทำเช่นนี้คุณจะเรียกว่าเป็นอะไร ข้าฯไม่อยากคิดเลย ว่าผลแห่งกรรมที่ได้กระทำต่อครูบาอาจารย์ที่เคยสอนตนนั้น จะปรากฏเช่นไร ผู้อ่านคิดเอาเองก็แล้วกัน ไม่ต้องบอกข้าฯ ก็ได้



ย่ายิ้มบอกพระอาจารย์ว่า ที่ไม่ได้ลงถือศีลที่สุวรรณาภา เพราะที่นั่นไม่ได้ประกอบกิจกรรมทางสงฆ์ใด ๆ แล้วย่ายิ้มก็ไม่อยากเดินทางไปอยู่คนเดียวเพราะท่านกลัวผีด้วยอีกประการหนึ่ง






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 สิงหาคม, 2011, 01:04:28 PM โดย sound2effect » บันทึกการเข้า
sound2effect
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: 02 สิงหาคม, 2011, 06:35:36 PM »




บทสรุป เรื่องย่ายิ้ม





หวังว่าข้อความนี้ คงเป็นที่เข้าใจ ว่าเรืองที่พยายามสร้างขึ้น เพื่อโยนความเลวทั้งหลายไปให้พระอาจารย์นั้น เพราะต้องการสร้างภาพให้ความเลวทั้งหลายปรากฏขึ้นกับพระ ซึ่งนี่แหละที่เป็นต้นเหตุของภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในขณะนี้ ดีหรือชั่ว เราก็ไม่มีสิทธิ์เอาชื่อพระ หรือใครมาโพนทนา นอกจากเขาคนนั้น คงต้องมีชนักติดตัว ที่หากเรืองของเขาเปิดเผยขึ้นมา ซึ่งได้เค้าเรื่องมาเช่นกัน


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22 สิงหาคม, 2011, 11:07:28 AM โดย sound2effect » บันทึกการเข้า
sound2effect
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: 03 สิงหาคม, 2011, 08:40:21 AM »






การรับบิณฑบาต

พระอาจารย์มหาคารม ประจำอยู่ในพื้นที่ข้างสุวรรณาภา ซึ่งจะพัฒนาเป็นสำนักสงฆ์ต่อไปในอนาคต และธรรมสถาน สุวรรณาภา ถูกพัฒนาเป็นสถานปฏิบัติธรรม บัดนี้รกร้าง มีพระชรารูปหนึ่ง ญาติท่านบอกว่าท่านชราภาพมาก ออกบิณฑบาตด้วยกิจสงฆ์ไม่ได้ ซึ่งน่าคิดข้อนี้เช่นกัน ในเรืองการออกรับบิณฑบาตของพระ  เพราะพระสงฆ์ดำรงชีวิตด้วยอาหารที่ประชาชนบริจาคทานมา เมื่อพระไม่ออกบิณฑบาตท่านจะฉันอะไร

ลองเปรียบเทียบกันดูระหว่างพระชราประจำสุวรรณาภา ท่านชราจริงหรือ แต่ที่เห็นท่านยังได้รับใช้ฆราวาส ตามคำบอกต่าง ๆ เช่นล้างขี้นกในศาลา นำสัตว์เลี้ยงควายไปกินหญ้า ท่านยังเดินได้   คราวออกไปบิณฑบาต ท่านออกไปบิณฑบาตไม่ได้สักวันเลยหรือ หรือว่ามีเหตุการณ์อะไรที่ท่านไม่อยากออกไปรับบิณฑบาตหรือเปล่า น่าคิดเหมือนกัน

พระอาจารย์ ผู้ที่ใครไม่รู้พยายามปล่อยข่าวแทบไม่เว้นแต่ละวัน ได้เดินรับบิณฑบาตทุกเช้า โดยท่านไม่ได้สะทกสะท้านต่อคำพูดทั้งหลาย เพราะเป็นกิจของสงฆ์ ท่านทำกิจนี้ทุกวันยกเว้นวันที่เดินทางเข้ากรุงเทพ พระอาจารย์ได้ข้าวเต็มบาตร ต้องถ่ายบาตรสองสามครั้งทุกวัน มีอาหารเพียงพอกับตนและบริวารอีก 6-7 ชีวิต ซึ่งชาวบ้านต่างแปลกใจว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยมีพระรูปไหนได้รับบิณฑบาตได้อาหารใส่บาตรมากเท่าพระอาจารย์มหาคารมเลย เป็นเพราะศรัทธาที่เกิดขึ้นต่อพระอาจารย์ ก่อนหน้านี้ก็มีพระที่ประจำอยู่สุวรรณาภาก็ได้รับบิณฑบาตแค่พอฉันมื้อเช้าเท่านั้น พอตกเพล ฆราวาสก็ต้องหุงหาถวาย เป็นเช่นนี้ตลอดมา จึงน่าจะเป็นที่เข้าใจได้ว่า การบิณฑบาตน่าจะเกิดแก่ศรัทธามหาชน

เมื่อพระอาจารย์เดินทางเข้ากรุงเทพ ท่านก็ออกรับบิณฑบาตย่านถถนนสีลมเหมือนเดิม และดูเหมือนประชาชนจะคิดถึงท่านมากกว่าเดิม เพราะอาหารที่ใส่บาตรมีมากกว่าปลายปี2553 ตอนก่อนจะมีเรื่องให้ท่านสะเทือนใจเสียอีก เราเหล่าศิษย์ได้รับอาหารก้นบาตรมากมายที่ท่านทำทานส่งไปที่ชมรมศิษย์สุวรรณโคมคำ กินอิ่มกันทั่วหน้า เราเชื่อว่าท่านมีมารเพราะบารมีจะเกิดหรือท่านกำลังทำกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง ใครคนหนึ่งบอกข้าฯ ว่า บารมีธรรมจะยกระดับเมื่อเหล่ามารมากันหนัก






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 สิงหาคม, 2011, 10:43:56 PM โดย sound2effect » บันทึกการเข้า
sound2effect
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: 03 สิงหาคม, 2011, 08:50:54 AM »


อีกเรืองหนึ่งที่ดูเหมือนไม่เป็นเรือง แต่ก็สร้างความเสื่อมเสียเช่นกัน ทั้งนี้มันบอกถึงธรรมที่มีในใจคน ที่ได้เรียนเป็นศิษย์แห่งสุวรรณโคมคำก็จริง แต่ธรรมะไม่ได้เข้าไปอยู่ในจิตใจเขาเลย คอยจ้องหาโอกาสที่จะทำลาย แม้นกระทั่งครูบาอาจารย์ที่เคยสั่งสอนตน กิเลสตัณหาของมนุษย์ที่ไม่มีธรรมะเข้าไปอยุ่ในใจ ยากนักที่จะเยียวยาได้ ด้วยสาเหตุเช่นนี้เองที่พระศรีศรัทธาฯ ท่านจึงผนวกพระอภิธรรมเข้าไว้คู่กับคัมภีร์ คนผู้ใดจะเรียนวิชาแห่งคัมภีร์สุวรรณโคมคำ ต้องเรียนกสิณกรรมฐานก่อน เพื่อจะได้รู้จักข่มอารมณ์ ข่มกิเลสตนไว้ ไม่ให้เผยอหน้ามาส้รางความเสื่อมเสียให้แก่ตนฉะนี้


บันทึกการเข้า
sound2effect
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: 03 สิงหาคม, 2011, 09:05:39 AM »


เรืองไม่เป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง



ก็อย่างที่พูดหัวข้อ แค่ข้าวต้มมัดเดียวก็เป็นเรื่องเอามาโจมตีท่าน ลองฟังไปนะ เรื่องก็มีอยู่ว่า ชาวบ้านเอาข้าวต้มมัดมาถวาย ก็พระมีสองรูปแถวนั้น หนึ่งคือพระอาจารย์มหาคารมประจำที่หุบเขาสุวรรณโคมคำ และพระชราที่ประจำที่สุวรรณาภา เมื่อพระชราไม่อยู่ พระอาจารย์ก็รับอาหารไว้แทน ตอนนี้แหละที่มีคนเอาไปโจมตีท่านว่า ไม่ส่งมอบอาหารแค่ข้ามต้มมัดห่อเดียวนี้ให้พระชรา เอาไปให้บริวารพระอาจารย์กินแทนซึ่งเรื่องนี้เป็นไปได้หรือ   ได้เข้าไปสอบถามความจริงกับพระชราก็พบว่า ท่านไม่อยู่ที่กุฏิ เพราะท่านนำควายไปเลี้ยงอยู่   อาหารได้ถูกวางไว้ที่ศาลาแล้ว แล้วพระชราก็ได้รับแล้ว  ไม่ได้เป็นดังคำกล่าวหาเลย  



จึงน่าคิดว่า น่าจะเป็นวิธีทางที่จะโจมตีท่านโดยปล่อยข่าวลวงโลก เพื่อให้ท่านเสียหายเพียงอย่างเดียว หากได้พิสูจน์ความจริงทั้งเรื่องย่ายิ้ม และเรื่องพระชรา ก็เป็นเรื่องที่ได้พิสูจน์แล้วว่า เลื่อนลอยไร้ความจริง พระอาจารย์ไม่ได้ประพฤติหยาบช้าดังคำกล่าวหาเลย



ข้าฯ ถามพระอาจารย์ว่าเหตุใดท่านจึงมีวิบากกรรมของสุวรรณโคมคำเช่นนี้ เรื่องราวที่ถูกใส่ร้าย ท่านตอบว่า สมัยพระศรีศรัทธาฯ เป็นกษัตริย์นั้น พระองค์ได้รบพุ่งเพื่อป้องกันแผ่นดินไทยไว้ชนิดเลือดท่วมกลีบม้าเลย ท่านเน้นย้ำว่าเลือดท่วมกลีบม้า คนที่โดนฆ่าตายสมัยนั้นมากเท่าไรลองคิดประมาณเอาเองแล้วกัน กรรมนั้นก็เฉกเช่นเดียวกันในเรื่องที่สานต่อพระศรีศรัทธาฯ คนเหล่านั้น ก็ต้องตามมาเป็นปัญหาอุปสรรคอันมากมายให้ท่านต้องประสพเช่นเดียวกัน


บันทึกการเข้า
doramon
WebMaster/ผู้ก่อตั้งเว็บ
ขั้นสูงสุด
******************

พลังใจ: 2227
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,601



เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 03 สิงหาคม, 2011, 02:31:00 PM »


ทำความดียาก เปลียบดังเข็นครกขึ้นภูเขา เมื่อยืนอยู่บนยอดเขา ที่มันคับแคกก็จำเป็นต้องปล่อยครกลงภูเขา จึงจะยืนได้          ธรรมดาของภูเขา ที่มีทั้งทางลาดขึ้นและลาดลง อย่างลงไปกับครกนะครับ ปล่อยมัน


บันทึกการเข้า

บางครั้งการทำอะไรแปลกก็มักเกิดสิ่งสร้างสรรค์
"Noli turbare circulos meos"
sound2effect
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #10 เมื่อ: 05 สิงหาคม, 2011, 11:00:01 PM »




ศิษย์ท่านหนึ่ง ได้ส่งข้อความมาให้ข้า ฯ เล่าให้เพื่อนชาวสุวรรณโคมคำฟังว่า ตอนนี้ ที่สุวรรณาภาเป็นอย่างไร รุ่งเรื่องหรือร่อแร่กันแน่ ข้าฯ ให้เขาเล่าเรืองโดยละเอียดมาเขาเฝ้าติดตามพระอาจารย์เพื่อที่จะรับทราบว่า บัดนี้ เรืองต่าง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง หลายคนบอกข้าฯ ว่า อยากกลับมาช่วยงานพระอาจารย์ดังเดิม เมื่อไรเรืองเลวร้ายจะจบเสียที ข้าฯ ก็ตอบไม่ได้ เพราะไม่ได้ทราบเรืองโดยละเอียด ส่วนหนึ่งก็ได้บอกไปบ้างแล้ว เพราะเราต่างทราบดีว่า อะไรก็ตาม ต้องเป็นเรืองที่ถูกต้องเท่านั้น จึงจะอยู่รอด

ลองอ่านควรในใจ ที่เขามีถึงพระอาจารย์คารมผู้ริเริ่มก่อตั้งมูลนิธืสุวรรณโคมคำ และสานต่อหุบเขาสุวรรณโคมคำจนเกือบจะเป็นความจริงแล้ว ต้องมาเจอเรืองอะไรบ้าง ตอนนี้ ธรรมสถาน ในความดูแลของมูลนิธิฯ เป็นอย่างไรบ้าง

ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่ติดตามข่าวคราวสุวรรณโคมคำ เป็นระยะ ๆ ทาง เวปไซด์ เสียโดยมากล่าสุดได้ยินว่าพระอาจารย์คารม ได้กลับมาแล้ว และสร้างที่พักสงฆ์อยู่ในหุบเขาสุวรรณโคมคำใกล้ๆ กันกับธรรมสถานสุวรรณาภานั้นเองหลังจากไปปฏิบัติกัมมัฏฐานเสียหลายเดือนและมีผู้กล่าวว่า ท่านมาสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นเพื่อขัดขวางและทำลายสุวรรณาภา อันเป็นที่รักยิ่งของท่านและชาวสุวรรณโคมคำทุกคน

ข้าพเจ้าพอมีเวลาว่างช่วงหนึ่งจึงได้ขึ้นไปกราบพระอาจารย์คารมและพักในหมู่บ้านระยะหนึ่งเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวขณะที่พักอยู่ในหมู่บ้านก็ได้สังเกตุว่าพระในสุวรรณาภาไม่ได้ออกบิณฑบาตจึงเข้าไปกราบท่านที่ในสุวรรณาภาจึงได้รู้ว่าท่านทำกับข้าวหุงหาฉันเอง และเมื่อสนทนากันแล้วก็ได้ทราบว่าท่านไม่รู้หลักธรรมวินัยอะไรสอบถามดูก็รู้ว่าท่านเพิ่งบวชได้พรรษาเดียวไม่ได้ศึกษาปฏิบัติอะไรและได้สังเกตุเห็นว่าท่านคอยเลี้ยงดูควาย อยู่ 2 ตัวในสุวรรณาภา และท่านก็ไม่ได้ศึกษาวิชาสุวรรณโคมคำหรือไหว้ครูเป็นศิษย์สุวรรณโคมคำด้วยสอบถามดูก็ทราบว่ามีโยมที่เป็นญาติของท่านซึ่งมูลนิธิสุวรรณโคมคำมอบหมายให้เป็นคนดูแลคอยเอาข้าวสารอาหารแห้งมาให้(บางส่วนก็ขายให้ท่าน)ซึ่ง 3 ถึง 4 วันจึงจะเข้ามาครั้งหนึ่ง

ข้าพเจ้า  กลับเข้ามาพูดคุยกับคนโน้นคนนี้ในหมู่บ้านก็ได้ทราบว่าก่อนบวชหลวงตาท่านเป็นคนขี้เมาหยำเปกินเหล้าหัวราน้ำมาตลอด ถึงขนาดขายบ้านและที่ดินเอาเงินมาซื้อเหล้ากินจนหมด ลูกหลานจึงไม่เหลียวแลพออับจนหนทางเข้าสุดท้ายจึงมาบวชอาศัยวัด เริ่มแรกท่านก็ออกบิณฑบาต แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครใส่บาตรเลยเพราะคนทั้งหมู่บ้านต่างก็รู้กำพืดของท่านทั้งนั้นสุดท้ายจึงจำใจไม่ออกบิณฑบาตตอนนี้ญาติที่หน้าดูแลสุวรรณาภา นิมนต์ท่านจากวัดท่า-หนองเข้าไปอยู่ประจำข้างใน

ข้าพเจ้า ก็สืบเสาะหาข้อมูลว่าญาติของหลวงตาที่ดูแลที่สุวรรณาภานั้นคือใครก็ได้ทราบว่าชาวบ้านต่างก็รู้กันดีอีกนั้นแหล่ะว่าญาติคนดังกล่าวนั้นเป็นคนที่ทำหน้าที่เข้าไปจัดการเข้าไปและโกงกินเงินของวัดท่าหนองมาหลายปีแล้วจนกระทั้งปัจจุบันก็ยังทำอยู่ ไม่รู้ทำไมกรรมการมูลนิธิสุวรรณโคมคำชุดปัจจุบันจึงให้คนพวกนี้เข้ามาควบคุมสุวรรณาภา

ส่วนเรื่องควายนั่นก็อีกชาวบ้านต่างก็รู้กันดีว่าเป็นควายลูกหลานหลวงตาที่ฝากให้เลี้ยงเอาใว้สำหรับใช้ชักลากไม้เถื่อนบนภูเขา(สมัยก่อนซุงท่อนใหญ่ต้องใช้ช้างชักลากปัจจุบันซุงท่อนเล็กใช้ควาย 2 ตัวลากก็พอ) เดิมทีควายคู่นี้อยู่ในหมู่บ้านเวลาจะซักลากไม้ก็ต้องเอาควายเดินเข้าเดินออกหมู่บ้าน เป็นระยะทางใกลทำให้ปกปิดยากพอเอาให้หลวงตามาหลบเลี้ยงไว้ในธรรมสถานซึ่งตั้งอยู่ในเชิงเขาอยู่แล้วก็นำไปนำกลับได้โดยสะดวก ไม่ค่อยมีใครพบเห็น ซึ่งตอนที่ข้าพเจ้าเข้าไปธรรมสถานก็สังเกตุเห็นว่า มีชายฉกรรณ์ มาหลบนอนกลางวันในธรรมสถานเป็นครั้งคราว ก็นึกฉงนใจอยู่ว่าเป็นใครมาทำไร เลยถึงบางอ้อ

ข้าพเจ้าเดินดูโดยรอบสุวรรณาภาก็เห็นแต่ความสกปรกรกร้างไร้การดูแลหญ้าสูงท่วมเข่าท่วมเอว บางแห่งสูงท่วมหัวท่วมตัวก็มีมากสูงกว่ามือเอื้อมก็ยังมี  ต้นปีปที่บริจาคเงินซื้อไปปลูกก็มีเถาวัลย์พันเกือบถึงยอด แสดงว่าไม่มีใครดูแลใส่ใจดูแลเลยเป็นเวลานาน สวนสมุนไพรที่ช่วยกันบริจาคเงินซื้อไปปลูก ก็รกร้างจนมองไม่ออกเลยว่าเป็นสวนสมุนไพรหรือป่าหญ้า น่าเศร้าใจจริง ๆ เมื่อไปพูดคุยกับชาวบ้านในหมู่บ้านจึงได้รู้ว่าปัจจุบันชาวบ้านต่างก็ขยะแขยงสุวรรณาภากันหมดแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่มีใครอยากเข้ามาธรรมสถานเลย เพราะเป็นแหล่งซ่องสุมหากินของคนพาลไปหมดแล้ว

เมื่อข้าพเจ้าไปกราบพระอาจารย์คารมพูดคุยถึงเรื่องดังกล่าวก็ดูท่านเศร้าใจและเป็นห่วงสุวรรณาภายิ่งนักเมื่อถามว่า ทำไมไม่เข้าไปช่วยสุวรรณาภาบ้าง?  ก็ได้รับคำตอบว่า อาตมาก็อยากไปช่วยอยู่แต่กรรมการชุดใหม่เขาปลดอาตมาแล้ว ก็สั่งห้ามไม่ให้อาตมาเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยประการใดๆกับธรรมสถาน มิฉะนั้น จะแจ้งข้อหาบุกรุก อาตมาจึงจนใจที่จะช่วยเหลือ

ปัจจุบันชาวบ้านต่างก็รังเกียจสุวรรณาภากันหมดแล้วและเสียชื่อเสียงไปถึงสุวรรณโคมคำโดยรวมเป็นอย่างมากด้วย “อาตมาทำได้เพียง มาตั้งที่พักสงฆ์ดำรงรักษากิจสงฆ์ตลอดจนเผยแผ่ธรรมและสงเคราะห์ผู้คนตามแนวทางแห่งสุวรรณโคมคำเพื่อถนอมศรัทธาของผู้คนไม่ให้สูญสิ้นไปจากมวลชนและจากหุบเขาบูรพาจารย์อันศักดิ์แห่งนี้โดยมุ่งบำเพ็ญกัมมัฏฐานอุทิศบุญเพื่อหวังให้เหล่าศิษย์สุวรรณโคมคำตาสว่างรับรู้ถึงความจริงและกลับมาสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันอีกครั้ง

แต่จะทันการหรือไม่เพราะท่านห่วงว่าสุวรรณาภาอยู่ในเขต สปก. มีแผนงานและระยะเวลาที่มูลนิธิสุวรรณโคมคำยื่นโครงการเพื่อขอ อนุญาติ ใช้ที่ดินจาก สปก ไว้ตามกรอบที่ข้าราชการกำหนดถ้าทำไม่ได้ตามนั้นราชการสามารถตรวจสอบและยึดคืนได้ พระอาจารย์คารมท่านสู้อุตสาห์พากเพียรอย่างลำบากพลิกฟื้นผืนหญ้าป่ารกเปลี่ยนแปลงให้เป็นธรรมสถานตามโครงการที่กำหนดได้ทุกปี จนราชการยอมรับและอนุญาตอย่างเป็นทางการแล้วเพื่อใช้เป็นแผ่นดินของชาวสุวรรณโคมคำและชาวพุทธทั้งปวง

แต่บัดนี้พวกเขาไม่ใส่ใจทุ่มเทเสียสละใดๆเพื่อสุวรรณภาและไม่ใส่ใจทำตามโครงการเลยซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งท่านบอกว่าไปอ่านโครงการสุวรรณาภานี้ได้ เอกสารโครงการที่ถ่ายไว้ให้อ่านกันก็มีอยู่ที่ตึกสุวรรณโคมคำ ตรงหลังตลาดรุ่งเจริญก็มี(ซึ่งท่านพูดโครงการในเล่มดังกล่าวให้ฟังด้วยเพราะท่านจำได้ขึ้นใจและเร่งทำโครงการนั้นด้วยดีเสมอมา

ซึ่งท่านสรุปว่าถ้าว่าโดยย่อแล้ว สปก. อนุญาตให้ไช้พื้นที่เพื่อปลูกสมุนไพรโดยวิธีธรรมชาติและเป็นสถานปฏิบัติธรรมซึ่งถ้าแบ่งย่อยแล้วจะได้ 3 ประเด็น คือ



ปลูกพืชสมุนไพร

ทำการเกษตรอินทรีย์

ปฏิบัติและเผยแผ่ธรรม

ข้าพเจ้าจึงคอยสังเกตและเข้าไปตรวจดูที่สุวรรณาภาอีกครั้งก็ได้พบว่าไม่มีการสนใจดูแลหรือปลูกสมุนไพรเพิ่มเติมแต่อย่างใด ไม่มีการทำหรืใช้สารอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแต่อย่างใดกับพืชต่างๆกับพืชเกษตรแต่อย่างใด(อย่าว่าแต่ใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน ฯลฯ เลย ยังปล่อยทิ้งให้หญ้าสูงท่วมต้นพืชเกษตรด้วยซ้ำ) รวมถึงไม่มีการทำกิจสงฆ์ เช่น บิณฑบาต , สวดมนต์ทำวัตร.เผยแผ่ธรรม,สอนกัมมัฏฐาน,ใช้วิชาสุวรรณโคมคำสั่งสอนคน ฯลฯ







อีกทั้งไม่มีการดูแลรักษาพื้นที่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างใดๆ ขาดการดูแลรักษาและการใช้ประโยชน์สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายเช่น หญ้ารกไปทั่ว ,ท่อน้ำแตก,น้ำไม่ไหล ฯลฯ (ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามีการก่อสร้างสิ่งใดเพิ่มเติมขึ้นมาบ้างหรือไม่ ตอบได้ว่า ไม่มีเลย )

               ซึ่งผิดกับพระอาจารย์คารม บริหารดูแลอยู่สุวรรณาภา สุวรรณาภามีการก่อสร้างพัฒนาตลอดมีความก้าวหน้าเพิ่มเติมทุกครั้งที่มาสุวรรณาภาจะเห็นสิ่งแปลกตาในทางที่ดีเพิ่มขึ้นเสมอและมีกิจกรรมปฏิบัติธรธรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาในรูปแบบต่างๆ มากมายไม่ได้หยุดหย่อน พวกเราชาวสุวรรณโคมคำแม้ต้องเหน็ดเหนื่อยมากมายกับกิจกรรมและการก่อสร้างรวมถึงหาทุนต่างๆมาสนับสนุนแต่พวกเราก็ชื่นใจหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งทุกครั้ง ที่ได้เห็นผลสำเร็จ

ข้าพเจ้าก็เพิ่งมารู้นี่เองว่า ที่ท่านต้องทำสิ่งต่างๆมิได้หยุดหย่อนอย่างนั้นก็เพื่อให้เป็นไปตามโครงการ 9 ปี ที่ยื่นใว้กับ สปก.เพื่อให้ชาวสุวรรณโคมคำทั้งปวงมีผืนดินอันเป็นสำนักของชาวสุวรรณโคมคำเองและเป็นความยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลานของชาวสุวรรณโคมคำในดินแดนบูรพาจารย์อันเป็นอุดมมงคลที่ยากยิ่งนี้นั่นเอง

แต่ในบัดนี้กรรมการชุดใหม่ไม่ได้ใส่ใจแผนงานโครงการใดๆที่เขียนไว้อ้างแต่ว่าสุวรรณาภารุ่งเรืองดีมีพระอวุโส และ อบต. ช่วยกันดูแลอยู่ อย่าง สะอาดสอ้านเรียบร้อยน่าซื่นใจดีพวกเขากลุ่มเล็กๆเปิดศาลาเพียงชั่วครู่แล้วเอารถไปรับย่ายิ้มและเจ้าอาวาสวัดท่าหนองมาสร้างภาพ(ถ่ายรูป)การถวายเทียนจำนำพรรษามาโชว์เพื่อหลอกศิษย์สุวรรณโคมคำที่อยู่ใน กทม.ที่ไม่ได้มีโอกาสไปรู้ไปเห็นความเป็นจริงในสุวรรณาภาและในหมู่บ้านแถมยังกลับมาปล่อยข่าวบิดเบือนว่าย่ายิ้มไม่ยอมลงมาปฏิบัติธรรมที่สุวรรณาภาเหมือนเคยเพราะอาจารย์คารมส่งคนไปขู่ฆ่าไม่ให้ย่ายิ้มลงมาสุวรรณาภา

เพื่อไขข้อข้องใจของข้าพเจ้าพระอาจารย์คารมได้เมตตาพาข้าพเจ้าดั้นด้นขึ้นไปคุยกับย่ายิ้มด้วยตัวเองท่านบอกว่าบอกทีมถวายเทียนไปแล้วว่า “จะให้ย่ามาถือศีล 8 อยู่ในสุวรรณาภาคนเดียวมันช่างวังเวงเหลือเกินย่าไม่มาหรอก” สุวรรณาภาก็รกร้างเปล่าเปลี่ยวมันไม่เหมือนเดิมเลยแถมไม่มีกิจกรรมอะไรอีกด้วยมานั่งเฉยๆ ย่าไม่มาหรอกย่ากลัวผีหลอกเอา (ทังที่ทีมถวายเทียนเกลี่ยกล่อมสารพัดก็ไม่สำเร็จ ) แล้วยังมากลบเกลื่อนความบกพร่องของตนด้วยการโบ้ยให้พระอาจารย์คารมอีกอย่างจะใช้ได้หรือ

ที่สำคัญถ้าข้าราชการเข้ามาตรวจยึดสุวรรณภากลับคืนไปเป็นของสปก.ตามเดิม แล้วความเสียสละเวลา ทุนรอน เรี่ยวแรง สติปัญญา ฯลฯ ของสุวรรณโคมคำทั้งมิสูญเปล่าไปหรือแถมยังเป็นแผ่นดินบูรพาจารย์และเป็นแผ่นดินผืนเดียวที่ชาวสุวรรณโคมคำเรามีอยู่เสียด้วยแล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันดีจึงจะไม่เกิดเหตุการณ์ เช่นว่านี้ขึ้น

และที่กรรมการชุดปัจจุบันอ้างว่าพวกเขาต้องช่วยกันขจัดคนชั่วของสุวรรณโคมคำ(คือ พระอาจารย์คารม)และเข้ามาบริหารเองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสุวรรณโคมคำและสุวรรณาภาไว้นั้นเป็นเรื่องจริงหรือ และพวกเขาทำเพื่อสุวรรณโคมคำทั้งปวงจริงหรือไม่ ? หรือเป็นข้ออ้างอันสวยหรูเพื่อปกปิดอกุศลกรรมใดๆของตนและพวกพ้องในช่วงที่ผ่านมา โดยใช้วิธีป้ายความผิดไปที่คนดีที่ไม่ชอบมีปากมีเสียงสักคนหนึ่งให้เป็นแพะรับบาปแทนพวกตนหรือไม่ ?





ชาวสุวรรณโคมคำ จะทำอย่างไรกันดี !

หมายเหตุ:ข้าพเจ้ากลับมาขอดูเอกสารโครงการสุวรรณาภาที่ตึกสุวรรณโคมคำก็พบว่าเป็นจริงที่พระอาจารย์คารมบอกจึงได้ถ่ายเอกสารแนบไว้ให้ดูกัน


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 สิงหาคม, 2011, 11:05:21 PM โดย sound2effect » บันทึกการเข้า
sound2effect
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #11 เมื่อ: 06 สิงหาคม, 2011, 12:07:32 AM »


ลองมาตรองกันดูว่า ด้วยเพราเหตุใดพระอาจารย์คารมจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจจากพระมหาเปรียญ 4 และมีการศึกษาดีเยี่ยมเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง สอบได้ที่ 1 ของรุ่น  จนเกือบจะได้รับปริญญาเอกไม่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ประการหนึ่ง  การถูกกล่าวหาอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการปราชิกเรื่องสีกา ประการหนึ่ง



และสุดท้ายถูกปลดจากการเป็นประธานของมูลนิธิสุวรรณโคมคำ ที่ท่านเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง และบุกเบิกมาตลอดอีกประการหนึ่ง



ทั้งสามประการใหญ่ ๆที่หนักแสนสาหัส เมื่อปลายปี 2553 ก็ยังไม่ทำให้ท่านย่อท้อ หรือละทิ้ง อุดมการณ์ แต่ประการใด  ยังคงตั้งจิตมั่นที่จะฟื้นฟูและเผยแพร่สุวรรณโคมคำให้เป็นประโยชน์แก่มหาชนอย่างยั่งยืนสืบต่อไป



ด้วยแรงจิตแรงใจเจตนานั้น ในที่สุดก็นำท่านให้ได้มาพบพระกรรมฐานสายป่า หลวงพ่อเจ้าอาวาสผู้ทรงคัมภีร์ฉบับสมบูรณ์ ซึ่งตั้งสำนักอยู่บนเขา ในจังหวัดกาญจนบุรี โดยที่พระอาจารย์ไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อน



พระอาจารย์คารมได้ไปปฏิบัติกรรมฐาน ณ สถานที่แห่งนั้น และได้ฟังธรรมของหลวงพ่อองค์ดังกล่าว พระอาจารย์ก็รุ้ได้ทันทีว่า นี่คือหลักธรรมแนวสุวรรณโคมคำ ของแท้อย่างยอดเยี่ยม


บันทึกการเข้า
sound2effect
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #12 เมื่อ: 06 สิงหาคม, 2011, 12:08:21 AM »




จากวิกฤตนำไปเชื่อมบุญพบรอยพระพุทธบาท







เมื่อท่านได้เข้าใกล้และได้สนทนากับหลวงพ่อองค์ดังกล่าว ท่านบอกว่า ทำไมสูเพิ่งมาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อรอสูมานับสิบ ๆ ปี แล้ว  หลวงพ่อดีใจเป็นที่สุด ที่หลวงพ่อได้เห็นบุคคลที่หาไม่ได้อย่างสู ด้วยตาเนื้อของหลวงพ่อเอง นึกว่าในชีวิตนี้ จะมาได้มีโอกาสพบบุคคลอย่างนี้ในชีวิตเสียแล้ว





จากการอยู่ปฏิบัติกรรมฐาน ศึกาษาบำเพ็ญตนตามคำสอนตามแนวสุวรรณโคมคำนั้น ในที่สุดพระอาจารย์คารมได้เชื่อมบุญสัมพันธ์ จนค้นพบรอยพระบาท โดยวิธีคำนวณตามหลักของสุวรรณโคมคำ และได้เปิดรอยพระบาทของสมเด็จพระมหาเถระศรีศรัทธาราชจุฬามุนีรัตนลงกาทีปมหาสวามี ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้น โดยการสนับสนุนของหลวงพ่อเจ้าอาวาสนั่นเอง ซึ่งตลอดเวลาที่อยู่ ณ สำนักแห่งนั้น หลวงพ่อได้อบรมสอนสั่งสนับสนุน และยกย่อพระอาจารย์คารมเป็นอย่างมาก โดยกล่าวรับรองว่า พระอาจารย์คารมเป็นลูกหลานของสมเด็จฯ และเป็นสุวรรณโคมคำอย่างแท้จริง





เพราะสมเด็จฯ ท่านเสด็จมา ณ สถานที่แห่งนี้ และได้ประทับรอยพระบาทไว้ เมื่อสมัยสมเด็จฯ ท่านยังมีชีวิตอยู่







หลวงพ่อกล่าวอย่างปีติหลายครั้งว่า ถ้าพ้นจากมหาคารมรูปนี้ ในสายวิชานี้ ท่านก็จะไม่มองใครอีกชั่วชีวิต  การที่หลวงพ่อกล่าวแช่นนั้นก็ต้องมีนัยยะสิ







เมื่อได้อยู่ศึกษาและบำเพ็ญ ณ สถานที่แห่งนั้น พอสมควรแก่เวลาแล้ว หลวงพ่อก็บอกกับพระอาจารย์ว่า บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ที่สูจะกลับไปตั้งสำนักสงฆ์ขึ้นในหุบเขาสุวรรณโคมคำเพื่อสานต่ออุดมการณ์อันเป็นมหาปณิธานนั้น แล้วพอสูไปถึงหุบเขาสุวรรณโคมคำ ขอให้สูตั้งจิตสำทับด้วยว่า ด้วยบุญบารมีทั้งหมดที่สั่งสมมาทุกภพทุกชาติ ต่อสุวรรณโคมคำและพระพุทธศาสนา ขอมอบกายถวายชีวิต เพื่อสืบต่อสุวรรณโคมคำ และพระพุทธศาสนา ณ หุบเขาสุวรรณโคมคำ อันเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ยิ่งแห่งนี้ (ซึ่งพระอาจารย์เคยตั้งจิตเช่นนี้ไว้นานแล้ว แต่หลวงพ่อให้ตั้งจิตอิษฐานสำทับอีกครั้งหนึ่ง) โดยให้นัยยะบางประการมาด้วย







เมื่อกลับมาตั้งสำนักสงฆ์ได้ไม่นาน พระอาจารย์ก็ได้พบซากโบราณสถานในบริเวณสำนักสงฆ์ที่ตั้งขึ้นนั้น (เพื่อมาสื่อให้ท่านทราบว่า เป็นสถานที่สำคัญเพื่อการปฏิบัติกรรมฐานสืบต่อไป) ซึ่งบางส่วนเป็นหินทราย ผู้รู้บางท่านสันนิฐานว่า น่าจะเป็นโบสถ์โบราณที่มีความโบราณมากนับเป็นพันปี ไม่แน่สมเด็จพระมหาเถระศรีศรัทธาฯ อาจจะเคยมาลงโบสถ์ทำสังฆกรรม ณ สถานที่แห่งนี้ก็เป็นได้





 





 







พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส







จากปัญหาที่ท่านประสพ ถูกกล่าวหาโจมตี การปล่อยข่าวร้ายต่าง ๆ การออกแถลงการปลดประธานมูลนิธิฯ โดยกรรมการมูลนิธิ การสูญเสียปริญญาเอกท่กำลังจะได้มา มากมายถึงเพียงนี้ เพียวเพื่อต้องการจะตัดท่านออกจากการเป็นปรานมูลนิธิสุวรรณโคมคำ และมีเจตนาเด่นชัดที่จะเข้าครอบครองมูลนิธิฯ เพื่อผลประโยชน์ทางการเรียนการสอนโหราศาสตร์ หาได้มุ่งประโยฃน์เพื่อธรรมสถานอันเป็นแหล่งรวมใจไม่







หรือว่าปัญหาอุปสรรคนานับประการจะเป็นไปเพื่อให้พระอาจารย์คาร ได้มีวาสนาไปปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่ออันเป็นต้นฉบับสุวรรณโคมคำตัวจริง




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 สิงหาคม, 2011, 12:11:23 AM โดย sound2effect » บันทึกการเข้า
doramon
WebMaster/ผู้ก่อตั้งเว็บ
ขั้นสูงสุด
******************

พลังใจ: 2227
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,601



เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 06 สิงหาคม, 2011, 02:41:43 PM »


กรุงโรมไม่ได้สร้างวันเดียว


บันทึกการเข้า

บางครั้งการทำอะไรแปลกก็มักเกิดสิ่งสร้างสรรค์
"Noli turbare circulos meos"
sound2effect
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #14 เมื่อ: 23 สิงหาคม, 2011, 08:21:02 AM »


พบรอยพระพุทธบาท



ข้าพเจ้าได้เข้าไป ณ ดินแดนต้นโลกอีกแห่งหนึ่ง กาญจนบุรี ดินแดนที่มีสำคัญไม่แพ้กับหุบเขาสุวรรณโคมคำพิษณุโลกเลยทีเดียว การมาครั้งนี้ ทำให้ข้าฯ ปีติใจยิ่งนัก เมื่อหลวงพ่อเจ้าอาวาส ได้บอกกับเรา เหล่าศิษย์สุวรรณโคมคำที่ไปปฏิบัติธรรมครั้งนั้นว่า ได้พบรอยพระบาทของพระมหาเถระศรีศรัทธาฯ เข้า อยู่ในดินแดนเชื่อมสายสัมพันธ์พระพุทธวงศ์นั้นเอง



ข้าฯ และเหล่าศิษย์สุวรรณโคมคำ ตั้งใจฟังว่า หลวงพ่อท่านจะกล่าวว่าอย่างไร ตาของทุกคนกระจ่างใสขึ้นมาทันควัน หันหน้าเข้าหากัน และยิ้มอย่างปีติใจ เรื่องเปนอย่างไรกันแน่ หลวงพ่อเริ่มเล่าว่า ณ สถานที่แห่ง พระอาจารย์คารม ได้ค้นพบรอยพระบาทของพระมหาเถระศรีศรัทธาฯ วิธีที่ค้นพบคือการคำนวณตามตำราของคัมภีร์สุวรรณโคมคำ หลวงพ่ออธิบายต่อ ว่าพระอาจารย์ของเราได้ทำการคำนวณโดยหลักการของสุวรรณโคมคำและให้เณรจุลเกรียงไกรไปหา ได้ตามตำแหน่งที่คำนวณได้เลย แม่นยำและถูกต้อง ทำให้ข้าฯ และเพื่อน ๆ นิ่งอึ้งไป อะไรกันนี่ !!!! น่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ เราจะได้กราบรอยพระบาทที่เปนบรมครูของสุวรรณโคมคำแล้วหรือ เปนความจริงหรือ นี่เราไม่ได้ฝันไปนะ นี่เปนความจริงหรือ....



ข้าฯ และเพื่อน ๆ หันหน้ายิ้มเข้าหากัน ด้วยความปีติใจ นี่คงเปนเพราะพระอาจารย์คารมผู้ทรงคัมภีร์สุวรรณโคมคำได้มีบุญสัมพันธ์กับบรมครูของสุวรรณโคมคำเปนแน่แท้ 


บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


* Share this topic....
For the Forum.
(BBCode)
Site / blog.
(HTML)

น้ําดื่มสิงห์
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 1.63 วินาที กับ 20 คำสั่ง